geek’s diary ep 9
08 สิงหาคม 2560 14:19 น.
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+

สวัสดีค่ะ วันนี้ก็มาพบกับ ชิมจัง ในรายการ “กีคส์ ไดอารี่” กันอีกแล้วนะคะ และวันนี้ชิมจังก็จะขอเล่าเรื่องราวน่ารู้ของเกมชื่อดังที่คอเกมต้องรู้จักกันดี  นั่นก็คือ “ผีชีวะ” นั่นเองค่ะ 

 

 

“ผีชีวะ” หรือในชื่อของ “Biohazard” ในเกมภาคภาษาญี่ปุ่น และในชื่อของ” Resident Evil” ในเกมภาคภาษาอังกฤษ  ก็เป็นวีดีโอเกมแนวเอาตัวรอดสุดสยองขวัญที่กลายพันธุ์กลายเป็นแนวยิงแหลกแจกกระสุนในภาคหลังๆ  สร้างโดยบริษัทแคปคอม (Capcom)  ซึ่งเอาจริงๆแล้ว หลายๆ ท่านที่เป็นแฟนเกมนี้อาจจะพอทราบถึงเรื่องราวของเกมนี้ว่าเรียงลำดับเรื่องยังไง เกิดอะไรขึ้นในแต่ละภาค แต่ก็มีบางท่านที่ยังคงงุนงง สับสน เพราะเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง หลายภาคเหลือเกิน นับกันไม่หวาดไม่ไหวแน่นอน

 

ในเทปนี้จึงขอเสนอ “Resident Evil Timeline  รวมลำดับเหตุการณ์ในผีชีวะ”  ที่ชิมจังได้เรียบเรียงเอาไว้ให้อ่านกันเพลินๆ ขำๆนะคะ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น  มาดูกันเลย!!

 

 

 

 

จุดเริ่มต้นขององค์กรวิปลาส “Umbrella” ก่อนเกิดเหตุการณ์ในเกม ในปี 1900 ถึง 1989

 

ในปี 1900

เรื่องราวของ Resident Evil จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “สเตร์เวย์ ทู เดอะ ซัน” (Stairway to the Sun)ดอกไม้ที่สามารถผลิตไวรัสได้ตามธรรมชาติ ถูกค้นพบโดย “Henry Travis” (เฮนรี่ ทราวิส) นักสำรวจ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทพาณิชย์นาวี “เดอะ ทราวิช คอมปานี” (The Travis Company)ที่ได้ไปเดินในถ้ำแห่งหนึ่งของชนเผ่าพื้นเมือง “นาเดียพาย่า” (Ndipaya)ในแอฟริกาใต้

 

ในปี1960

วิศวกรที่ชื่อ “ไมเคิล วอร์เรน” ได้เริ่มต้นการใช้พลังงานไฟฟ้าของ “แรคคูนซิตี้” และหลังจากนั้นเขาก็ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีประจำเมืองนี้

 

- “Albert Wesker ” (อัลเบิร์ต เวสเกอร์)  ได้ถือขึ้นกำเนิด โดยเกิดจากโครงการวิจัย “โปรเจคท์เวสเกอร์” (Wesker Children) ของ Lord Ozwell E. Spencer (ลอร์ด ออซเวล อี สเปนเซอร์) โดยเป็นการทดลองหามนุษย์ที่มีความเข้ากันได้กับตัวไวรัสโปรเจนิเตอร์ที่กำลังจะทำในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยมีจุดหมายในการสร้าง “ยอดมนุษย์” ขึ้นมา และเขาเป็นเพียงหนึ่งใน 2 ผู้รอดชีวิตจากโครงการดังกล่าว (อีกคนก็คือ “อเล็กซ์ เวสเกอร์” บอสใหญ่ของภาคเรเวเลชั่น 2(Revelation 2)

 

 

ในปี 1962

 -Lord Ozwell E. Spencer (ลอร์ด ออซเวล อี สเปนเซอร์) ได้ว่าจ้างให้สถาปนิก“George Trevor” (จอร์ช เทรเวอร์)  ออกแบบและการก่อสร้างคฤหาสน์สเปนเซอร์อันแสนพิศวง ตามแบบฉบับหนังสายลับยุค 60 ที่เขาชื่นชอบแบบส่วนตัว

 

 

ในปี 1966

-กลุ่มนักวิจัย นำโดย Sir Edward Ashford (เซอร์ เอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด)  Lord Ozwell E. Spencer (ลอร์ด ออซเวล อี สเปนเซอร์) และ Dr James Marcus (ด๊อกเตอร์.เจมส์ มาร์คัส) ได้นำเอาดอกไม้ชนิดนี้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมในเดือนมีนาคม

 

โดยมาร์คัสหลงใหลในการรวมยีนส์ของสิ่งมีชีวิตเข้ากับโปรเจนนิเตอร์ (Progenitor)แต่ลอร์ดสเปนเซอร์กลับคิดไปไกลกว่านั้น เขาหวังจะสร้าง“อาวุธชีวภาพที่สามารถควบคุมได้” เพราะตัวไวรัสจะแสดงผลลัพธ์ในการเพิ่มความก้าวร้าวและการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในสัตว์ที่ไม่ได้เป็นพวก เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ในขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะแสดงคุณสมบัติใหม่ๆรวมถึงอาการที่ปรากฏในสัตว์ชนิดอื่นๆ และก็หาสิ่งที่ทำให้เกิดการสั่งการในระบบ ประสาท เพื่อป้อนข้อมูลลงไป

 

แต่ทว่าผลก็ออกมาไม่ได้เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะมีขีดจำกัดของตัวเทคโนโลยีในยุค 60 บวกกับการที่โปรเจนนิเตอร์ ไวรัส “ยังไม่ได้มีการทดลองกับมนุษย์”เลยแม้แต่ครั้งเดียว…

 

 

ในปี 1967

-พวกเขาก็ก้าวข้ามจริยธรรมมนุษย์ ด้วยการทดลองกับมนุษย์ครั้งแรก และเหยื่อสองรายที่โดนจับมาสังเวยความวิปลาสนี้ก็ คือ “Jessica Trevor” (เจซซิก้า เทรเวอร์) และ“ Lisa Trevor” (ลิซ่า เทรเวอร์) ทั้งสองคนนี้เป็นเมีย และลูกสาวของ “George Trevor” (จอร์ช เทรเวอร์) ผู้ที่ ออกแบบคฤหาสน์เทรเวอร์ ในเกม Resident Evil ภาคแรกนั่นเอง… แต่ถึงเขาจะหนีออกมาได้ แต่ก็อดตายอยู่ในคฤหาสน์นั้นในเวลาต่อมา

 

-เจซซิก้าได้รับเชื้อมาแล้ว แต่ทว่าไม่มีผลที่น่าพอใจนัก เธอจึงถูกพวกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องสั่งเก็บ แต่กับลิซ่าเธอกลับมีอาการกลายพันธ์อย่างรุนแรง รูปร่างบิดเบี้ยว และมีอาการเสียโฉม ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของโปรเจนนิเตอร์  ที่ให้ผลลัพธ์ในแบบที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน จึงนำตัวลิซ่าไปทดลองยาวนานนับทศวรรษ…

 

 

ในปี 1968

-บริษัทเวชภัณฑ์ที่ชื่อบริษัทอัมเบรลล่า พามาชูติเคล ได้ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยเงินทุนของสเปนเซอร์ ซึ่งเป็นปีเดียวกับ เซอร์ เอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด เสียชีวิตลง เนื่องจากติดเชื้อโปรเจนนิเตอร์ แบบไม่ทราบสาเหตุ กิจการของอัมเบรลล่าในขณะนั้นคือการพัฒนายารักษาโรค และไต่เต้าเข้ามามีบทบาทในแวดวงแพทย์และการสารธารณะสุข

 

-บริษัทอัมเบรลล่าได้ทำการเข้ายึดโบราณสถานของชนเผ่าพื้นเมืองนาเดียพาย่า เพื่อเอาสเตร์เวย์ ทู เดอะ ซัน (Stairway to the Sun)ดอกไม้ที่สามารถผลิตไวรัสได้ตามธรรมชาติ มาครอบครอง และเปิดห้องทดลองลับในประเทศแอฟริกาเป็นครั้งแรก

 

 

 

ในปี 1969

-Alexander Ashford (อเล็กซานเดอร์ แอชฟอร์ด) ลูกชายของ เซอร์ เอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด ได้สร้างศูนย์วิจัยที่แอนตาร์กติกาที่มีรหัสว่าโค๊ด เวโรนิก้า (Code Veronica)ที่ถูกสร้างมาเพื่อวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสติปัญญา โดยนำดีเอ็นเอของย่าทวด เวโรนิก้าและสเปิร์มของเขามาผสมเกิดเป็นเด็กหลอดแก้ว ซึ่งก็คืออัลเฟรด และ อเล็กเซีย แอชฟอร์ดนั่นเอง

 

-ซึ่งเป็นปีเดียวกับห้องทดลองของอัมเบรลล่าสาขาแอฟริกาถูกสร้างเสร็จ และมอบหมายให้ “แบรนดอน เบลี่ย์” (Brandon Bailey) อดีตผู้ช่วยของดร.มาร์คัส เข้ามาเป็นผู้อำนวยการห้องวิจัยแห่งนี้…

 

 

 

ในปี 1970

 -มีการค้นคว้า และวิจัยดอกไม้จากแอฟริกาใต้ดังกล่าว จนสามารถสร้างตัวต้นแบบรุ่นบรรพบุรุษของ T-Virus ที่ในตอนนั้นเรียกว่า “โปรเจนนิเตอร์  ไวรัส” (รากเหง้าของไวรัส)

 

 

ในปี 1971 

-โปรเจคท์โค๊ด เวโรนิก้า  สำเร็จ ตระกูลแอชฟอร์ดให้กำเนิดเด็กแฝด  ได้แก่ อัลเฟรด แอชฟอร์ด และ อเล็กเซีย แอชฟอร์ด ซึ่งในอีก 10 ปีต่อมา อเล็กเซีย จะเป็นเด็กอัจฉริยะที่กลายเป็นหัวหน้านักวิจัยอาวุโสของอัมเบรลล่าด้วยอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นคุณพ่อก็โดนจับไปทดลองอยู่ดี…

 

ในปี 1977

- อัลเบิร์ต เวสเกอร์และ วิลเลียม เบอร์กิ้น ได้รับมอบหมายให้เข้าโครงการฝึกอบรม ในการขึ้นเป็นผู้จัดการสาขาในอนาคต

 

 

ในปี 1978

-ดร.เจมส์ มาร์คัส ได้กลับมาสานงานวิจัยไวรัสต่อ หลังจากร้างราไปทำอย่างอื่นมานานนับปี คราวนี้เขาได้ทำการทดลองเอาโปรเจนนิเตอร์  มาฉีดเข้าตัวปลิง สัตว์เลี้ยงของ ดร.มาร์คัส ผลลัพท์ที่ได้ก็คือที-ไวรัส (T-Virus)และริเริ่มคิดที่จะทำอาวุธชีวะภาพไบโอ-โอแกนิค เวฟพ่อน หรือเรียกย่อๆว่า “B.O.W.”

 

-เป็นปีเดียวกันกับการจบหลักสูตร ผู้จัดการสาขาอัมเบรลล่า ของเวสเกอร์ และ ดร.เบอร์กิ้น และย้ายตัวมายังสถานีวิจัยที่ “อาคเล่ย์”

 

 

ในปี 1980

-ห้องทดลองสาขาแอฟริกา ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก โปรเจนนิเตอร์ ไวรัส ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด หลังจากนั้น ห้องปฏิบัติการสาขาแอฟริกา ก็ได้กลายเป็นฐานการผลิต และเป็นผู้จัดจำหน่ายไวรัสแต่เพียงผู้เดียว

 

ในปี 1981

อเล็กเซีย แอชฟอร์ด ได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้วยวัยเพียง 10 ขวบ แต่ไม่มีการระบุว่าจบจากที่ไหน และเริ่มโครงการวิจัยของตัวเองที่ห้องทดลองของอัมเบรลล่าสาขาแอนตาร์กติกา

 

 

 ในปี 1988

-เป็นเวลา 10 ปี ที่ดร.มาร์คัส ได้ลงมือวิจัย “T-Virus” ถึงจะคืบหน้าไปมาก แต่เขาก็เริ่มหวาดระแวง และไม่เชื่อถืออะไรในองค์กรอีกต่อไป แน่นอนว่า เหล่าบรรดาบอร์ดบริหารของอัมเบรลล่าและ ลอร์ดสเปนเซอร์ ไม่พอใจ จึงได้ส่งคนที่ดร.มาร์คัสไว้ใจที่สุด ดร.วิลเลี่ยม เบอร์กิ้น และ อัลเบิร์ต เวสเกอร์ พร้อมหน่วยรักษาความปลอดภัยของอัมเบรล่าที่ชื่อหน่วยอัมเบรลล่า ซีเคียวริตี้ เซอร์วิส หรือตัวอักษรย่อ U.S.S. ไปลอบสังหารเขา

 

- ดร.เบอร์กิ้น ได้ทำการสวมรอยพัฒนา T-Virus ต่อไป ด้วยการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกกับร่างของ”ลิซ่า เทรเวอร์” จนได้ตัวอย่างทดลองที่สามารถพัฒนาเป็นอาวุธชีวะภาพหลายแบบหลายเวอร์ชั่น โดยเฉพาะเนเมซิส (Nemesis)ที่สามารถแตกยอดออกไปวิจัยเพิ่มเติมที่ห้องทดลองต่างๆ 6 ที่ทั่วยุโรป

 

 

ในปี 1991

-ราชายาเสพติดแห่งอเมริกาใต้ “Javier Hidalgo”(ฮาเวียร์ ฮิดัลโก้) ได้ซื้อ  T-Virus จากตัวแทนของอัมเบรลล่า แล้วทำการฉีดเข้าร่างของ “Hilda Hidalgo” (ฮิลด้า ฮิดัลโก้) ภรรยาของเขาเพื่อรักษาโรคประหลาดที่ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้ เพราะT-Virus มีคุณสมบัติในการฆ่าเซลล์มะเร็งและเนื้อร้ายได้หลากหลาย…แต่ทว่าผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เมื่อฮิลด้าเริ่มกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดไปซะอย่างนั้น…

 

-สหภาพโซเวียตล่มสลาย ทำให้อดีตพันเอกแห่งกองทัพโซเวียต ของกองทัพโซเวียตอย่าง Sergei Vladimir (เซอร์เก วลาดิเมียร์) มารับงานดูแลกองกำลังของอัมเบรลล่า อุทิศตนเพื่ออุดมคติของสเปนเซอร์ และปรากฏว่าร่างกายของเขา สอดรับกับ T-Virus ชนิดที่เรียกได้ว่า“มีเพียง หนึ่งในสิบล้านคน” และยังทำการโคลนนิ่งตัวเองเอาไว้ถึงสิบคน เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการสร้างทีแรน (Tyrant)ต่อไป

 

 

ในปี 1993

-ไบรอัน ไอรอน  (Brian Irons) ผู้บัญชาการตำรวจเมืองแรคคูนซิตี้ เริ่มรับสินบนจากทางบริษัทอัมเบรลล่า ในการทดลองบางอย่างที่หุบเขาอาร์คเลย์

 

-ดร.เบอร์กิ้น เข้ามาทำงานในห้องทดลองเมืองแรคคูนซิตี้

 

-อัลเฟรด แอชฟอร์ด สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ และได้รับการแต่งตั้งผู้อำนวยการของสถานีวิจัยสาขาแอนตาร์กติก และยังเป็นผู้บัญชาการของเกาะร็อคฟอร์ท (Rockfort)สถานที่ๆฝึกฝนการรับมือกับ B.O.W.

 

 

ในปี 1996

-หน่วยสตาร์ส (S.T.A.R.S.)ถูกก่อตั้งขึ้น ทำงานสืบสวนคดีพิเศษ ที่อยู่ภายใต้อำนาจของกรมตำรวจแรคคูน และด้วยเพราะเส้นสายของอัมเบรลล่า ทำให้ไอรอนต้องรับ เวสเกอร์ เข้าทีมด้วยความจำใจ จนในที่สุด เวสเกอร์ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมหน่วยสตาร์ส

 

 

 

23 กรกฎาคม ปี 1998  Resident Evil 0 (ZERO)

 

-มีข่าวการรั่วไหลของสารปนเปื้อนจากโรงงานผลิตยา และเวชภัณฑ์ของอัมเบรลล่า ทำให้มีชาวบ้านผู้ไม่พอใจออกมาคัดค้าน อัมเบรลล่ายินดีชดเชยค่าเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ

 

-อัมเบรลล่าขยายโรงงานผลิตยา และเวชภัณฑ์ให้ใหญ่ขึ้น และรับคนเข้าทำงานมากขึ้น

 

“รีเบคก้า แชมเบอร์ส” เจ้าหน้าที่พยาบาลฝึกหัดของหน่วยสตาร์ส  ทีมบราโว่ (Bravo)ในวัย 18 ปี หลังจากที่รอดจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกลงที่ชายป่าแรคคูน  และไม่ไกลจากจุดตก รีเบคก้าก็พบกับข้อมูลของ “บิลลี่ โคเฮน” นักโทษคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 23 ศพ จากรถขนนักโทษที่คว่ำอยู่…และไม่ไกลจากนั้น รีเบคก้า ได้พบกับรถไฟขบวนหนึ่งที่เพิ่งถูกปลิงประหลาดโจมตีจนผู้โดยสารเสียชีวิตหมดทั้งคันรถ ทั้งผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำรถไฟ ก็กลายเป็นศพเดินได้รีเบคก้าจึงต้องเอาตัวรอดจากพวกมัน และได้พบกับ “บิลลี่ โคเฮน” ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 23 ศพตามข้อมูลในรถนักโทษ…

 

 

-ที่ศูนย์วิจัยย่อยของอัลเบรลล่าทั้งสองคนได้พบกับ “ดร.มาร์คัส” ชายผู้เป็นต้นตอของปัญหาซอมบี้อาละวาด เพราะอยากจะล้างแค้น บริษัทอัลเบรลล่า ที่หักหลังเขา

 

 

- รีเบคก้า กับบิลลี่ ก็สามารถกำจัด ดร.มาร์คัส ที่กลายพันธุ์เป็นปีศาจ “ควีน ลีค” (Queen Leech) เพราะเชื้อ T-Virus ได้แพร่กระจายเกินเยียวยา

 

-หลังจบเรื่อง บิลลี่ก็หายตัวไปตลอดกาล ไม่มีใครรู้ข่าวอีกเลย  ส่วนรีเบคก้า  ก็จะตามไปพบกับทีมอัลฟ่าในอีกไม่กี่ชม.หลังจากนี้ที่คฤหาสน์สเปนเซอร์

 

 

 

24 กรกฎาคม ปี 1998  Resident Evil  (24ชม.ต่อมาจากภาค ZERO)

 

- จิล วาเลนไทน์ ได้พบกับ  “เทรนท์” (Mr. TRENT)หรือ วิคเตอร์ เทรนท์ ดาเรียส (Victor “Trent” Darius)ชายลึกลับ พร้อมคำบอกใบ้บางอย่างเกี่ยวกับภารกิจของบราโว่ทีม  ในเนื้อหาจากต้นฉบับนิยาย

 

-“หน่วยพิเศษสตาร์ท S.T.A.R.S.- ทีมอัลฟ่า” ได้ทำภารกิจออก ค้นหาทีมบราโว่ก่อนหน้านี้ ประกอบไปด้วย “อัลเบิร์ต เวสเกอร์, คริส เรดฟิลด์, จิล วาเลนไทน์, แบร์รี่ เบอร์ตัน และ โจเซฟ ฟรอส” และพวกเขาก็พบกับซากเครื่องบินของหน่วยก่อนหน้านี้ซะงั้น แถมยังถูก “หมาซอมบี้” ไล่ล่าจนต้องถอยไปใน คฤหาสน์สเปนเซอร์ ที่ตั้งอยู่กลางป่าสุดลึกลับนั่น…

 

-เมื่อไปถึงทั้งหมดได้พบว่าคฤหาสน์ทั้งหลังถูกปิดตายด้วยสาเหตุบางอย่าง และ ในนั้น ก็เต็มไปด้วย “สิ่งมีชีวิตทดลองที่น่าขยะแขยง”

 

-คริส ได้พบกับ รีเบคก้า ที่เข้ามายังคฤหาสน์ก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่จิลก็แยกตัวไปสืบเบาะแสกับแบร์รี่ ส่วนหัวหน้าทีมเวสเกอร์นั้นได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

 

-ทั้งหมดค้นพบว่า สมาชิกทีมบราโว่อันได้แก่ ฟอเรสต์ สเปเยอร์, เคนเน็ท, ริชาร์ด ได้เสียชีวิตแล้วทั้งหมด ส่วนหัวหน้าทีมบราโว่ เอนริโก้ นั้นยังไม่ตายทันที แต่ในขณะที่เขาพยายามจะบอกความลับบางอย่างนั้น เวสเกอร์ลอบสังหารเขาจนเสียชีวิต

-ในเวลาต่อมา เวสเกอร์ที่กำลังเก็บข้อมูลในห้องแลปและเปิดเผยตัวต่อ คริส จิล แบร์รี่ และ รีเบคก้า ว่าตนไม่ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าหน่วยสตาร์ทีมอัลฟาเพียงเพื่อช่วยแก้ไขคดี แต่ต้องการที่จะล่อสมาชิกของหน่วยนี้ ให้เข้ามายังศูนย์การทดลองแห่งนี้ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตทดลอง

 

-ไทแรนท์ โจมตีเวสเกอร์จนเกือบเสียชีวิต  และเข้าทำร้ายจิลและคริส และหลังจากที่พวกเขาปราบไทแรนท์ได้ระบบการทำลายตัวเองของคฤหาสน์ก็ได้ทำงานขึ้น ทั้งหมดจึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังแบรดคนขับเฮลิคอปเตอร์ของทีมอัลฟ่าที่ได้ขับหนีในต้นเรื่อง จนหนีรอดออกมาก่อนที่จะโดนระเบิดไปพร้อมๆ กับคฤหาสน์

 

 

 

-ห้องทดลองของกริฟิธ พังทลายลงพร้อมกับ B.O.W. ที่ไม่ได้ระบุทะเบียนของอัมเบรลล่า หลังจากนั้น กำลังเสริมของหน่วยสตาร์ท ทีมเอ็กเซอร์เตอร์ ก็เข้ามาเคลียร์พื้นที่รอบเกาะ ด้วย

 

 

 

 

เอาล่ะนี้คือ “ส่วนแรก” ของลำดับเหตุการณ์ในผีชีวะ  ที่ชิมจังได้นำมาฝากกัน  เพราะยังมีเนื้อหาอีกมากมายที่ชิมจังยังเล่าไม่หมด ซึ่งยาวมากเลยทีเดียว ติดตามต่อได้ในเทปหน้านะคะ  บทความต้นฉบับเขียนโดยแอดมินเอเค โฟว์ตี้ เซเว่น จากเว็บไซต์เมทัลบริด  เรียบเรียงเองโดยแอดมิน เซฟสายเปย์ ให้เสียงบรรยายโดยชิมจังเองค่ะ

 

 

แล้วมาพบกับเรื่องราวเจาะลึกแบบ กีค กีค กันใหม่ในรายการ กีคไดอารี ในเทปหน้า สำหรับวันนี้ชิมจังต้องขอลาไปก่อน  สวัสดีค่ะ  บ๊ายบาย…