Warhammer Tone Pro
ผู้พัฒนา: Games Workshop
วันวางจำหน่าย: 24 ตุลาคม 2026
หลังจากอยู่กับชื่อ Citadel Colour มายาวนาน Games Workshop กำลังขยับครั้งใหญ่กับธุรกิจสีสำหรับ Miniature ด้วยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Warhammer Colour และเปิดตัวไลน์ใหม่ Warhammer Tone Pro ซึ่งประกอบด้วยสีใหม่ถึง 150 สี จาก 30 กลุ่มสี โดยแต่ละกลุ่มแบ่งออกเป็นเบอร์ Tone 1–5 ตั้งแต่เข้มที่สุดไปจนถึงสว่างที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “สีใหม่ดีกว่าเดิมหรือไม่?” แต่คือ
ทำไม Games Workshop ถึงมองว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องสร้างระบบสีใหม่ขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง ทั้งที่ Citadel Colour เดิมก็มีสีอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว
Warhammer Tone Pro คืออะไร?
แนวคิดสำคัญของ Tone Pro คือการนำสีแต่ละกลุ่มมาแบ่งเป็น 5 Tone ตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 โดย Tone 1 เป็นสีที่เข้มที่สุด ขณะที่ Tone 5 เป็นสีที่สว่างที่สุด ทำให้การเลือกสีสำหรับสร้างเงา ไล่ระดับสี และทำ Highlight สามารถทำได้ง่ายขึ้น เพราะสีทั้ง 5 ระดับถูกออกแบบมาให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น หากต้องการเพนต์เกราะสีน้ำเงิน สามารถเลือกสีตระกูล Ultramar Blue แล้วไล่ตั้งแต่ Ultramar Blue 1 ซึ่งเป็นโทนเข้ม ไปจนถึง Ultramar Blue 5 ที่เป็นโทนสว่าง โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจับคู่สีจากคนละตระกูลมากนัก
ระบบดังกล่าวยังทำให้ Tone Pro ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การใช้เป็นสี Base หรือ Layer เท่านั้น เพราะ Games Workshop ระบุว่าสูตรสีใหม่นี้สามารถใช้สำหรับ Basecoat, Layer, Shade, Glaze, Highlight และ Drybrush ได้จากสีในไลน์เดียวกัน
จุดเด่นของ Tone Pro อยู่ที่สูตรสีใหม่
Games Workshop ระบุว่า Tone Pro ถูกพัฒนาขึ้นโดยเน้น สีที่มีเม็ดสีเข้มข้น ให้สีสด และมีคุณสมบัติการปกคลุมที่ดีตั้งแต่การทาครั้งแรก
โดยเฉพาะสีที่ขึ้นชื่อว่าเพนต์ยากอย่างสีเหลืองและสีขาว ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่บริษัทต้องการผลักดันให้สูตรใหม่นี้แตกต่างจากสีทั่วไป
อีกจุดที่น่าสนใจคือคุณสมบัติ Self-levelling ที่ช่วยให้สีสามารถกระจายตัวและปรับระดับบนพื้นผิวได้ดีขึ้น ส่งผลให้พื้นผิวหลังสีแห้งมีความเรียบมากขึ้นเมื่อใช้สีจากกระปุกโดยตรง…นั่นหมายความว่าสายเพนต์ที่ต้องการลงสีพื้นให้เร็ว หรือคนที่ไม่อยากเสียเวลาผสมสีหลายขั้นตอน อาจสามารถลดจำนวนขั้นตอนในการทำสี Miniature ลงได้ โดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้สีทั้ง 5 Tone ในตระกูลเดียวกัน
Shading Medium และ Blending Medium เพิ่มความยืดหยุ่น
นอกจากสี 150 สีแล้ว Tone Pro ยังมาพร้อม Medium ใหม่อีก 2 ชนิด ได้แก่ Shading Medium และ Blending Medium
Shading Medium สามารถลดความหนาแน่นของเม็ดสีโดยยังคงคุณสมบัติด้านการไหลและพื้นผิวของสีเอาไว้ ทำให้สามารถนำสี Tone Pro สีใดก็ได้มาปรับใช้สำหรับทำ Shade หรือ Glaze ได้ ขณะที่ Blending Medium จะช่วยยืดระยะเวลาการแห้งของสี ทำให้มีเวลาในการเกลี่ยและผสมสีบนโมเดลมากขึ้น
ระบบ 5 Tone อาจทำให้การเลือกสีง่ายขึ้นสำหรับมือใหม่
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Tone Pro จึงไม่ใช่เพียงจำนวนสี 150 สี แต่เป็นการออกแบบระบบสีให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับคนที่ยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการผสมและไล่ระดับสี
จากเดิมที่การทำ Highlight หรือ Shade อาจต้องรู้ว่าสีใดควรจับคู่กับสีหลัก Tone Pro เปลี่ยนแนวคิดเป็นการเลือกสีจากกลุ่มเดียวกันแล้วไล่ระดับตามตัวเลข ทำให้คนเพนต์สามารถเริ่มต้นจาก Tone กลาง แล้วขยับไปยัง Tone ที่เข้มหรือสว่างกว่าได้โดยตรง
Games Workshop ยังนำสีชุดใหม่นี้ไปทดสอบกับนักเพนต์ Miniature ระดับแนวหน้า รวมถึง Jon “Ninjon” Ninas และ Albert Moreto Font เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการใช้งานของสีในสถานการณ์จริง
บทวิเคราะห์ก่อนหามาลอง
จาก Citadel Colour สู่ Warhammer Colour — นี่คือการเปลี่ยนแบรนด์ครั้งสำคัญ
ก่อนจะมาถึง Tone Pro ต้องแยกให้ออกก่อนว่า Citadel Colour กับ Warhammer Colour ไม่ใช่การเปลี่ยนสูตรสีเดิม
ย้อนกลับไป เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ทาง Games Workshop แจ้งว่าจะเปลี่ยนชื่อ Citadel Colour เป็น Warhammer Colour
โดยระบุว่าสีเดิมยังคงเป็นสีเดิม ทั้ง Base, Layer, Shade, Technical และ Contrast เพียงแต่เปลี่ยนชื่อบนกระปุก เพื่อยืนยันตัวตนของแบรนด์ให้ที่ชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สีสำหรับการเพนต์ Warhammer”
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จึงอาจมองได้ว่าเป็นการจัดระเบียบแบรนด์ครั้งใหญ่ ก่อนที่ Games Workshop จะวางผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Tone Pro ลงมาในระบบ
เพราะแทนที่จะให้ทุกอย่างอยู่ใต้ชื่อ Citadel Colour แบบเดิม ตอนนี้บริษัทสามารถสร้างภาพของ Warhammer Colour ในฐานะ Ecosystem ของการเพนต์โมเดล
และให้ Tone Pro เป็นหนึ่งในระบบสีรุ่นใหม่ภายในแบรนด์ดังกล่าวได้
แล้วทำไมต้องมี Tone Pro ในเมื่อ Citadel ก็มีสีเยอะอยู่แล้ว?
คำตอบสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนสีที่มีมาก” แต่อยู่ที่ การเปลี่ยนวิธีคิดของคนใช้สี
Citadel Colour แบบดั้งเดิมทำงานบนแนวคิดว่า คนเพ้นท์ ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละสีใช้ทำอะไร
เช่น Base สีหนึ่ง, Layer อีกสีหนึ่ง, Shade อีกสีหนึ่ง แล้วจึงค่อยสร้าง Highlight จากสีที่เข้ากันได้ ซึ่งสำหรับคนที่เพนต์มานานอาจไม่ใช่ปัญหา เพราะมีสูตรสี มีประสบการณ์ และรู้จักชื่อสีจำนวนมาก
แต่สำหรับคนเริ่มต้น นี่คือกำแพงนรกดีๆเลย เพราะต้องมานั่งหาซื้อ สะสมแบบกระจัดกระจายกัน และต้องมานั่งเทสสีกันอีกว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน?
อยากให้คุณลองนึกภาพคนที่เพิ่งซื้อ Space Marine มา 1 ตัว และต้องการเพนต์เกราะสีน้ำเงิน
คำถามจะไม่ได้มีแค่ “ใช้สีน้ำเงินอะไร?” แต่ยังตามมาด้วยว่า สีไหนเป็นเงา สีไหนเป็น Base สีไหนเป็น Highlight และควรจับคู่กับสีอะไร ซึ่งชื่อโทนสีน้ำเงิน มันกระจัดกระจายกันบนชั้นวาง และชื่อเรียกที่จำโคตรยาก
Tone Pro พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยแนวคิดที่ตรงไปตรงมา คือการให้ สีเดียวกัน แต่มี 5 ระดับ
ดังนั้นหากต้องการเพนต์ Ultramarines ก็สามารถเลือก Ultramar Blue 1–5 แล้วค่อยไล่ระดับจากเงาไป Highlight ได้เลย โดยไม่ต้องจำชื่อสีหลายตัวที่อยู่คนละกลุ่ม
นี่จึงเป็นการเปลี่ยนจาก “จำสูตรสี” เป็น “เข้าใจระบบสี”
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดว่าทำไม Games Workshop ถึงยอมเปิดไลน์สีใหม่ถึง 150 สี ทั้งที่ตลาดมีสี Citadel อยู่แล้วจำนวนมาก
และยังสื่อได้ว่า ทาง Games Workshop กำลังพยายามแก้ปัญหาอีกเรื่องที่สำคัญมากในตลาด Miniature นั่นคือ คนอยากเพนต์โมเดล แต่ไม่อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงเรียนรู้ระบบสี
Tone Pro จึงถูกออกแบบให้สีหนึ่งสามารถนำไปใช้ได้หลายเทคนิค ทั้ง Basecoat, Layer, Highlight, Glaze และ Drybrush
ขณะที่ Shading Medium สามารถนำมาผสมกับสี Tone Pro เพื่อใช้เป็น Shade หรือ Glaze และ Blending Medium ช่วยยืดเวลาแห้งเพื่อให้มีเวลาสำหรับการ Blend มากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ Games Workshop ไม่ได้กำลังบอกว่า
“นี่คือสีอีก 150 สีให้คุณซื้อ”
แต่กำลังพยายามบอกว่า
“นี่คือระบบที่ทำให้คุณใช้สีได้ง่ายขึ้น เพราะเราแบ่งมาให้แล้ว 150 ขวด”
ซึ่งเป็นความแตกต่างทางการตลาดที่สำคัญมาก
และนี่ไม่ใช่แนวคิดที่ Games Workshop คิดขึ้นมาเป็นรายแรก
ถ้ามองตลาดสี Miniature ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าคู่แข่งเริ่มพยายามแก้ปัญหาเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ The Army Painter Warpaints Fanatic ซึ่งใช้ระบบ Flexible Colour Triad
โดยแบ่งสีออกเป็นกลุ่มที่มีเฉดเข้มไปสว่างในโทนเดียวกัน เพื่อช่วยให้ Painter เลือกสีสำหรับเงาและ Highlight ได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันระบบดังกล่าวมี 27 กลุ่มสี และรวมสีทั้งหมด 216 สี
ขณะที่ Vallejo Game Color รุ่นใหม่ ก็ใช้แนวคิด BSL หรือ Base, Shadow, Light
โดยจับสีที่เข้ากันทางโทนไว้เป็นกลุ่ม ขายสีไล่เฉดในแพ็ก 4 ขวดเพื่อให้คนเพนต์สามารถเลือก Base, Shadow และ Highlight ได้ง่ายขึ้น พร้อมปรับปรุงสูตรให้สีไหลง่าย มีความทึบและเม็ดสีสูงขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดสี Miniature กำลังแข่งขันกันที่ “ระบบการใช้งาน” มากกว่าการแข่งขันกันแค่จำนวนสี
และ Tone Pro ก็คือคำตอบของ Games Workshop ต่อแนวโน้มนี้
Tone Pro ถูกออกแบบให้ทาง่ายขึ้น
Games Workshop ระบุว่า Tone Pro ถูกออกแบบให้มีการปกคลุมพื้นผิวได้ดีตั้งแต่การทาครั้งแรก รวมถึงสีที่ขึ้นชื่อว่าเพนต์ยากอย่าง สีเหลืองและสีขาว พร้อมเน้นสีที่มีความสดและเม็ดสีเข้มข้น
สีเหลือง และ สีขาว เป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานของคนเพนต์ Miniature การต้องทาซ้ำหลายชั้นเพื่อให้สีปกคลุมพื้นผิวได้ดีทำให้เสียเวลา และยังเพิ่มโอกาสที่รายละเอียด ร่องลายต่างๆ ของโมเดลจะถูกกลบ ด้วยสีที่หนาขึ้นเรื่อย ๆ
สมมติว่า ถ้า Tone Pro ทำตามที่ Games Workshop โฆษณาได้จริง นี่จะกลายเป็นจุดขายที่มีน้ำหนักมากกว่าการมี “สีใหม่ 150 สี” เสียอีก
เพราะคนเล่นจะรู้กันว่า ถ้าร่องลายยังครบ และทาไม่กี่ครั้ง มันคือสีมหาเทพเลยก็ว่าได้…

สุดท้ายแล้ว Tone Pro สำคัญกับ Citadel แค่ไหน?
สิ่งที่น่าจับตาคือ Tone Pro มาพร้อมกับการเปลี่ยนชื่อ Citadel Colour เป็น Warhammer Colour ในปีเดียวกัน ขณะเดียวกันตลาดสี Miniature ก็มีคู่แข่งที่เริ่มนำเสนอระบบสีแบบเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นระบบ Flexible Triad ของ Army Painter หรือระบบ BSL ของ Vallejo
ดังนั้นหากมองในเชิงวิเคราะห์ การเปิดตัว Tone Pro อาจไม่ใช่แค่การ “ออกสีใหม่” แต่เป็นการที่ Games Workshop กำลังตอบคำถามสำคัญว่า
ในยุคที่คนสามารถเลือกซื้อสี Miniature ได้จากหลายสิบแบรนด์ ทำไมพวกเขาถึงยังควรเลือกสีของ Warhammer?
คำตอบของ Games Workshop ครั้งนี้คือ ระบบที่เข้าใจง่ายขึ้น สีที่ใช้งานได้หลายเทคนิค และการสร้างเฉดสีที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น
จากเดิมที่ Citadel แข็งแกร่งเพราะเป็น “สีประจำ Warhammer”
ต่อไป Warhammer Colour อาจกำลังพยายามแข็งแกร่งขึ้นด้วยการเป็น “ระบบการเพนต์ประจำ Warhammer”
และ Tone Pro ก็คือหมากสำคัญที่สุดของแนวคิดนี้ในเวลานี้
สำหรับผู้ที่อยากลองสัมผัสสีใหม่ Games Workshop เปิดให้ทดลอง Tone Pro ใน Warhammer Stores และร้าน Hobby ที่ร่วมรายการทั่วโลกมาตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน
ขณะที่สีทั้ง 150 สีมีกำหนดวางจำหน่ายบนชั้นร้านในวันที่ 24 ตุลาคม 2026 ตามประกาศล่าสุดของ Warhammer Community ครับ
ไว้มีโอกาส จะลองหามาทดสอบให้ได้ชมกันครับ
แอดมิน AK47
#Warhammer #WarhammerColour #WarhammerTonePro #CitadelColour #GamesWorkshop #MiniaturePainting #Warhammer40K #AgeOfSigmar #Citadel #Miniature #Painting
-
งานแข่งขัน Beyblade X ศึก “JUST TOYS” Why So Seleng ที่ SC Plaza สายใต้ใหม่3 ตุลาคม 2569
-
พาชม St. Monans ประเทศสกอตแลนด์ เมืองต้นแบบ Silent Hill: Townfallเมื่อ “สถานที่จริง” กลายเป็นหนึ่งในความน่ากลัวที่สุดของเกม
-
อัพเดทแนะนำหนังใหม่ 2026#หนังใหม่ #หนังโรง #หนังน่าดูสัปดาห์นี้ #หนังเข้าใหม่สัปดาห์นี้





























































