Persona 5 [Ps4 / Ps3 / บทสรุปเนื้อเรื่อง]
27 ธันวาคม 2560 13:00 น.
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+

persona01

Persona 5

ระบบ : PlayStation 3 , PlayStation 4

ประเภท : RPG

พัฒนาโดย : Altus

วางจำหน่าย : 15 กันยายน 2016 (ญี่ปุ่น)

                      :  4 เมษายน 2017   (อเมริกาเหนือ และ ยุโรป)

ข้อมูลอ้างอิง : http://www.thaigamewiki.com

                       : http://megamitensei.wikia.com

                       : The Musical Gamer Channel

 

Presona (1)

ซีรีย์ดั้งเดิมของตระกูล Persona มาจากชื่อจริงว่า Megami Tensei ที่เคยโด่งดังในสมัย เครื่อง Family Computer ในปี 1987และในภาคแรก ของซีรีย์ Persona มีชื่อว่า Megami Ibunroku Persona ในปี 1996 บนเครื่อง PlayStation 1 และยังคงเกมแนว RPG ไว้เช่นเดิม

 

จนถึงภาคล่าสุดในปี 2017 นั้นคือภาค Persona 5  ที่ ออกแบบตัวละครโดย อ. Shigenori Soejima นักออกแบบหลักขาประจำ  ผู้รับหน้าที่ในการออกแบบตัวละครในชี่รี่ย์ทั้ง Megami Tensei และPersona มาพร้อมกับคอนเซ็ปการเปลี่ยนจิตใจคนที่มีด้านมืดให้กลายเป็นด้านสว่างกับสโลแกนว่า TAKE YOUR HEART มาพร้อมกับภาพกราฟฟิคของเกมที่สวยงามของฉากต่างๆ ในเกมแต่ละด่านที่ผู้เล่นได้เข้าไปในสถานที่ที่เรียกว่าPalace พร้อมกับเพลงประกอบของเกมที่เพราะและสนุกทีเข้ากับเกมมาก และภาค Persona 5 เป็นการเปิดตัวอีกครั้งหลังจากหายไปนานจากภาค Persona 4 และกลับมาอีกครั้งในรอบ 20 ปี ของซีรีย์ Persona ด้วย ภาคนี้รองรับสำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยเล่นซีรีย์ของ Persona มีระบบเกมที่เข้าใจง่ายไม่ต้องกลัวว่าจะงง และทำให้ผู้เล่นสนุกไปกับการผสม Persona ให้แข็งแกร่งอีกด้วยโดยร่วมแล้วเป็นเกมที่ดีมากและเป็นเกมที่ได้รับรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมอีกด้วย และมาพร้อมกับรางวัลหลายสาขาที่การันตีได้ว่าเป็นที่ดีที่สุดจริงๆ

 

 

 

 

Presona (2)

แกนหลักเนื้อหาของเกมซี่รี่ย์นี้คือ เหล่าผู้ใช้พลังที่สร้างออกมาจากจิตใจ  ในรูปร่างของเทพปิศาจที่เรียกว่า “เพอร์โซน่า” ในการต่อสู้ได้ (คล้ายๆ พวกแสตนด์ในเรื่องโจโจ้) ตัวเกมถูกออกแบบให้ผู้เล่นได้มีปฎิสัมพันธ์กับบรรดา NPC ในเกมมากมาย  ระบบต่อสู้ที่ต้องอาศัยทักษะของผู้เล่น  เพื่อเคลียร์เหล่าเพอร์โซน่าในแต่ละตัว  ในบางภาคยังสามารถกำหนดตอนจบของตัวเองได้  จากการเลือกตอบคำถามต่างๆ เพื่อมุ่งสู่เส้นทางในฉากจบของตนเอง… 

Presona (3)

งานออกแบบของเกมนี้นำเสนอออกมาในสไตล์การ์ตูนมังงะ  ใช้เฉดสีที่ดูสดใส  น่าดึงดูด  ผสานกันกับการวางเนื้อเรื่องที่แลดูมีความลึกลับและน่าค้นหา จึงทำให้เกมซี่รี่ย์สามารถสร้างกลุ่มคนเล่นให้ติดตามได้อย่างมากมาย

 

โลกทัศน์และแนวคิดของซี่รี่ย์เพอร์โซน่าคือ “การนำเสนออีกด้านของจิตใจของมนุษย์ การเผชิญหน้าของด้านมืดและด้านสว่างที่ถูกฉายออกมาในรูปแบบของร่างวิญญาณเพอร์โซน่า  และการมุ่งไปสู่คำตอบของตัวเองตามเส้นทางที่ตนเองได้เลือกเอาไว้”

Presona (8)

ซึ่งในเกมเพอร์โซน่าในแต่ละภาคแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็จริง  แต่ทุกๆ ภาคจะอยู่ในโลกใบเดียวกันที่ต่างกันแค่ช่วงของเวลาและสถานที่ในการดำเนินเรื่อง… 

 

Gameplay

Presona (9)

เกมเพอร์โซน่าถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของ RPG Dungeonscrawl(แนวสำรวจดันเจี้ยน) ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากซี่รี่ย์ชินเมกามิ  เท็นเซย์  และมีการปรับเปลี่ยนระบบบางอย่างให้แตกต่างกันออกไป สำหรับเพอร์โซน่าในภาคที่ 5 ยังคงรูปแบบระบบการต่อสู้แบบปาร์ตี้ เทิร์นเบส (Party Turn Base) เหมือนภาค 3 และ 4 แต่มีการปรับเปลี่ยนระบบดันเจี้ยนหลัก  ที่ไม่ได้เป็นการสุ่มดันเจี้ยน (The primary dungeons are not randomly) ออกมาดังเช่นเคย, เวลาการเล่นจะถูกนำเสนอในรูปแบบของเรียลไทม์ (real-time gameplay) รวมไปถึงการลอบเร้นโจรกรรมและการวางกับดัก และระบบใหม่ที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยในเวลานี้

 

 

 Persona 5 Story (3)

บทสรุปเนื้อเรื่อง

เปิดตัวด้วยชายหนุ่มในชุดดำคนหนึ่งที่วิ่งอยู่ในคาสิโนอันหรูหราพร้อมสมบัติอยู่ในมือ ซึ่งจอมโจรสวมหน้ากากรายนี้ได้ต่อกรกับปีศาจที่เข้ามาขัดขวางทางหนีของเขา ด้วยคำแนะนำของเพื่อนร่วมทีมที่คอย บอกทาง แต่สุดท้ายแล้วจอมโจรคนนี้ก็ได้จนมุม แม้ว่าจะพยายามหาทางหลบหนีโดยการพุ่งผ่านกระจกมาก็ตามแต่กลับต้องพบกับกองกำลังตำรวจมากมายที่รออยู่จนโดนจับกุมในที่สุด

 

Persona 5 Story (4)

และเขาได้ถูกล็อคตัวมาที่ห้องสอบสวน ชายหนุ่มผู้เป็นจอมโจรสวมหน้ากากถูกซ้อมอย่างหนักจนบาดเจ็บ ก่อนจะโดนบังคับให้ลงนามรับสารภาพ ชายหนุ่มจึงลงชื่อของตนแต่โดยดี ชื่อของเขาคือ อากิระ คุรุซุ (อ้างอิงชื่อตัวเอกตามที่ปรากฏในฉบับมังงะ) และมีหญิงสาวรายหนึ่งเข้ามาในห้องสอบสวนด้วยเช่นกัน เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อ ซาเอะ นิอิจิม่า ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการที่กำลังพยายามไขคดีประหลาดอยู่ ซาเอะ ก็ไม่รอช้าและถามเกี่ยวกับ “อีกโลกหนึ่ง” และการ“ช่วงชิงหัวใจ” ทันที ด้าน อากิระ ซึ่งตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาก็พยายามนึกถึงชีวิตของเขาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้…ความทรงจำของเขาย้อนไปถึงเดือนเมษายน ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นจอมโจรมายาที่มีชื่อว่า Joker

 

Persona 5 Story (5)

อากิระ คุรุซุ เด็กมัธยมปลายที่มีอดีตที่ไม่น่าจดจำที่เกิดขึ้นกลับตัวของเขา จากอดีตในคืนวันที่เขาพร้อมผู้หญิงกำลังถูกลวนลามจากผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังมึนเมา และเขาเกิดได้รับบาดเจ็บ เลยทำให้อากิระกลายเป็นพวกอาชญากรรมโดยเขาไม่ได้กระทำอากิระ ได้เข้ามาอาศัยอยู่กับซาคุระ โซจิโร่ ที่ห้องใต้หลังคาร้านกาแฟของเขาที่มีชื่อว่า LeblancCafe

 

 Persona 5 Story (6)

ในคืนแรกที่เข้ามาอยู่ในร้านกาแฟของ โซจิโร่ เขากลับนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ทำร้ายจิตใจของเขา แล้ว อากิระ ได้หลับตานอนเขาดันฝันมาอยู่ในสถานที่แปลกๆ ที่เป็นเหมือนคุก เขาถูกล็อคด้วยกุญแจมือและเท้าของเขาก็มีโซ่ตรวนลามไว้ไม่ให้ไปไหน

 

Persona 5 Story (8)

เขาได้พบกับผู้ชายที่มีชื่อว่าอิกอร์เขาได้กล่าวต้อนรับ อากิระ ก่อนที่สาวน้อยฝาแฝดในชุดพัศดีชื่อ แคโรลีนและ จัสตีน จะบอกว่าร่างจริงของ อากิระ ยังคงหลับใหลอยู่ อิกอร์ อธิบายว่าที่นี่คือ Velvet Roomมันเป็นแดนที่อยู่ระหว่างความฝันและความเป็นจริง ซึ่งผู้ที่จะมาที่นี่ได้มีเพียงผู้ที่ทำสัญญาไว้เท่านั้น อิกอร์ บอกต่อว่าเขาพาตัว อากิระ มาที่นี่เพื่อแจ้งให้ อากิระ ได้รับรู้ว่าจะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านโชคชะตาของเขาที่จะต้องพบกับความวิบัติในอีกไม่นาน แล้วโชคชะตาแบบไหนที่รอคอย อากิระ อยู่

 

Persona 5 Story (10)Persona 5 Story (9)

จนมาวันหนึ่งเขาได้พบกับ APP ประหลาดที่ปรากฏขึ้นมาในมือถือของเขา อากิระ พยายามลบมันแต่มันก็ไม่สำเร็จมันก็ยังขึ้นมาปรากฏในมือถือของเขาเหมือนเดิม ในวันที่ฝนตก อากิระ ได้วิ่งมาหลบฝนที่ร้านหนึ่งเป็นวันแรกที่เขาได้พบหญิงสาวหน้าตาสวยงามที่มีชื่อว่า แอน ทาคามากิ ทำให้ อากิระ ตะลึงกับใบหน้าที่งดงามของเธอ แต่แววตาของ แอน ที่ อากิระ เห็นนั้นคือแววตาที่มองดูทุกข์ใจและกังวลและ แอน ก็ได้ขึ้นรถไปกับผู้ชายคนหนึ่ง

 

Persona 5 Story (12)

เมื่อ แอน ได้ขึ้นรถหายไปก็มีชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งวิ่งตามด้วยความโมโหแต่เขาวิ่งตามไม่ทัน เขาหันไปมองหน้า อากิระ และดูว่า อากิระ เองก็เป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา ก่อนที่เขาจะแนะนำตัวเองชื่อว่า ริวจิ ซาคาโมโต้ หลังจากที่ อากิระ และ ริวจิ คุยกันเรื่องของ App ประหลาดและเรื่องของ แอน ว่าชายคนนั้นที่พา แอน ไปคืออาจารย์สอนวิชาพละที่มีชื่อว่า คาโมชิดะ แล้วทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไปโรงเรียน

 

Persona 5 Story (11)Persona 5 Story (14)

ในระหว่างที่เดินไปนั้นพวกเขากลับพบว่า โรงเรียนชูจิน ที่พวกเขาได้เรียนอยู่ดันกลายเป็นปราสาทและที่นั่นทั้งสองคนได้พบกับชายผู้อ้างตัวเป็นเจ้าของปราสาทแต่ ริวจิ จำได้ว่าชายคนนั้นคือ ซุงุรุ คาโมชิดะ นั้นเอง ทั้งคู่ได้โดนจับตัวเอาไว้ในฐานะผู้บุกรุกและได้เอาไปขังไว้ในคุก คาโมชิดะ และกองทัพทหารเหล็กของเขาเข้ามาที่คุกเพื่อที่จะสังหาร ริวจิ แต่ในขณะนั้นที่จะโดนสังหาร พลังเพอร์โซน่าของ อากิระ ที่ชื่อ อาร์แซนน์ ก็ถูกปลุกขึ้นได้มาทำลายเหล่าลูกน้องบริวารของ คาโมชิดะ จนหมด และทำให้ทั้งคู่จึงสามารถเอาตัวรอดออกมาได้

 

Persona 5 Story (13)

และในระหว่างที่กำลังหลบหนีออกจากปราสาทนั้นทั้งคู่ได้พบกับ มอร์กาน่า ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดรูปร่างคล้ายแมวที่โดนคุมขังไว้เช่นกัน มอร์กาน่า ได้ร้องขอให้ช่วยปล่อยเขาออกไปเพื่อแลกกับการที่ มอร์กาน่า จะพาไปที่ทางออกของปราสาทให้ ซึ่ง มอร์กาน่า เองก็มีพลังเพอร์โซน่าเช่นเดียวกับ อากิระ เช่นกัน

 

 

Persona 5 Story (16)

เมื่อ อากิระ และ ริวจิ หนีออกจากปราสาทมาได้แล้วก็พบว่าพวกเขาก็ได้มาอยู่หน้าโรงเรียนจริงๆ ที่พวกเขาได้พบกับ คาโมชิดะ ยืนตรวจนักเรียนแต่ละคนอยู่ ริวจิ รีบเข้าไปโวยวายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปราสาทนั้น แต่ คาโมชิดะ นั้นบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรที่ ริวจิ ได้พูด แต่ท่าทีต่อต้านเช่นนี้ก็ทำให้ คาโมชิดะ สั่งการให้ ยูกิ มิชิม่า ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของ อากิระ ไปแพร่ข่าวลือเสียหายทั่วโรงเรียน อากิระ และ ริวจิ จึงตัดสินใจกลับเข้าไปสู่ปราสาทลึกลับนั้นอีกครั้ง

 

ทั้งสองคนได้ทดสอบโดยการใช้งาน App ประหลาดนั้นที่มีชื่อว่า Meta–Nav พร้อมกับพูดคำที่เป็นคีย์เวิร์ดที่น่าจะเป็นออกมา ซึ่งผลลัพธ์ก็ทำให้ทั้งสองคนมาโผล่ที่ปราสาทหลังเดิมได้

 

Persona 5 Story (17)

ทั้งสองคนได้พบกับมอร์กาน่า อีกครั้งและได้รู้ว่าว่าราชาเจ้าของปราสาทผู้หน้าตาเหมือน คาโมชิดะ ตามที่ ริวจิ คิดไว้คือชาโดว์ของ คาโมชิดะ หรือก็คือจิตใจที่แท้จริงของเขานั่นเอง ความคิดด้านมืดและจิตใจที่บิดเบี้ยวก่อให้เกิดสถานที่อันสะท้อนถึงจิตใจของคนผู้นั้นขึ้นมา สิ่งนี้เรียกว่า พาเลซ และในพาเลซ ของ คาโมชิดะนี่เองสิ่งที่ ริวจิ สงสัยมาตลอดว่าคาโมชิดะกระทำรุนแรงและล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนมามากมาย

 Persona 5 Story (19)

ในระหว่างการสำรวจปราสาทนี้เองที่ทุกคนล้วนโดนชาโดว์ที่เป็นสมุนของ คาโมชิดะ เล่นงานจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ ริวจิ ก็ได้ปลุกพลังเพอร์โซน่าของตัวเองขึ้นมาและปราบเหล่าสมุนของ คาโมชิดะ ได้สำเร็จ และหลบหนีออกมาได้อย่างสำเร็จ

 

Persona 5 Story (20)

ริวจิ เคยเป็นดาวเด่นในชมรมกรีฑา แต่กลับโดนคาโมชิดะกลั่นแกล้งและเล่นงานจนชมรมกรีฑาต้องถูกยุบ ดังนั้น ริวจิ จึงอยากใช้สิ่งที่ตนเห็นเพื่อเปิดโปงเรื่องเลวๆ ของ คาโมชิดะ แต่เรื่องดันเกิดขึ้นมาเสียก่อน เพราะว่านักเรียนหญิงรายหนึ่ง สุซุอิ ชิโฮะ ไม่อาจทนต่อการล่วงละเมิดของ คาโมชิดะ ได้อีกต่อไปตัดสินใจกระโดดลงมาจากหลังคาอาคารเรียน ทำให้ แอน ไม่อาจทนเฉยต่อไปได้ ซึ่ง แอน ก็คือหญิงสาวที่ขึ้นรถไปกับคาโมชิดะใครั้งแรกที่ อากิระ ได้เจอเธอนั่นเอง

Persona 5 Story (21)

โดยที่ แอน ก็ทุกข์ทรมานใจกับข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วว่าเธอนั้นคบหาอยู่กับ คาโมชิดะ ทั้งที่ในความเป็นจริงเธอปฏิเสธมาโดยตลอด แต่ที่ยังทนก็เพราะ คาโมชิดะ ขู่ว่าถ้า แอน ไม่ยอมทำตาม คาโมชิดะ จะถอด ชิโฮะ ออกจากการเป็นนักกีฬาตัวจริงของทีมวอลเลย์บอลของโรงเรียน เมื่อข้อเรียกร้องจาก คาโมชิดะ เริ่มหนักขึ้นจน แอน ไม่อาจทำตามขอได้ คาโมชิดะ จึงหันเป้าไปลงกับ ชิโฮะ แทนซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ ชิโฮะ ตัดสินใจกระโดดตึกตายนั้นเอง

 

มิชิม่า ได้บอกเรื่องเกี่ยวกับ คาโมชิดะ และ ชิโฮะ ให้ พวกอากิระฟังกลับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อ ริวจิ ได้ฟังทุกอย่างแล้ว เขาได้แค้น คาโมชิดะ มาก และรีบวิ่งไปที่ห้องพักครูที่ คาโมชิดะ อยู่ ริวจิ ได้เข้าไปโวยวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ชิโอะ แต่ อากิระ ได้ห้าม ริวจิ ไว้ก่อนแต่ คาโมชิดะ แกล้งแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าที่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเขา

 

Persona 5 Story (23)

ต่อมา มอร์กาน่า ได้บอกให้ทุกคนทราบว่าหากทำการช่วงชิงแหล่งกำเนิดแห่งความปรารถนาหรือสมบัติมาได้ ก็จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของ คาโมชิดะ ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงกลับไปที่พาเลซอีกครั้งแต่แล้วการกลับมาครั้งนี้ แอน กลับติดเข้ามาด้วยจนเธอโดนชาโดว์ของ คาโมชิดะ จับตัวไป

 

Persona 5 Story (24)

 แต่ในที่สุดทุกคนก็ตามหาตัว แอน จนพบ ซึ่ง แอน ก็สามารถปลุกพลังเพอร์โซน่าของเธอขึ้นมาได้เช่นกัน ทั้งสามคนรวมถึง แอน จึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของ คาโมชิดะ ให้ได้แต่ก่อนอื่นก็จำเป็นต้องหาตำแหน่งของสมบัติให้เจอเสียก่อน เมื่อทุกคนเจอที่ซ่อนสมบัติแล้วแต่กลับพบว่าสมบัติมีลักษณะเหมือนเป็นเพียงมิติที่บิดเบี้ยวไม่สามารถจับต้องได้ มอร์กาน่า จึงบอกให้ทุกคนกลับสู่โลกความเป็นจริงก่อนที่จะดำเนินการอะไรต่อไป

 

Persona 5 Story (25)

มอร์กาน่า อธิบายว่าการจะทำให้สมบัติเป็นรูปร่างขึ้นมาได้จำเป็นต้องทำให้บุคคลนั้นในความเป็นจริงตระหนักว่าสมบัติหรือสิ่งที่หวงนั้นกำลังจะถูกช่วงชิงไป ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องใช้บัตรแจ้งล่วงหน้านั้นคือ Calling Card ริวจิ จึงรับอาสาทำบัตรแจ้งแล้วนำไปแปะที่บอร์ดโรงเรียนพร้อมลงชื่อกำกับว่าจาก Phantom Thieves  

 

Persona 5 Story (26)

คาโมชิดะ ที่ไม่ทราบว่าใครจ้องเล่นงานตนก็โกรธมากส่งผลให้สมบัติปรากฏขึ้นมาในพาเลซจนได้ ทุกคนไม่รอช้ารีบกลับเข้าไปในพาเลซและสามารถเอาชนะชาโดว์ของ คาโมชิดะ ลงได้และช่วงชิงสมบัติของเขามาได้สำเร็จ ทำให้ คาโมชิดะ บอกความเป็นจริงสารภาพบาปต่อสาธารณะพร้อมมอบตัวต่อทางการด้วยตัวเอง

 

Persona 5 Story (27)

เมื่อทุกคนรู้ว่าสามารถใช้พลังเพื่อช่วยเหลือคนอื่นได้ จึงตกลงกันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ Phantom Thieves ต่อไป ถึงแม้พวกเขาจะกังวลกับอนาคตข้างหน้าก็ตาม แต่จิตใจอันมุ่งมั่นก็ทำให้พวกเขามุ่งหน้าต่อไปโดยใช้ชีวิตเป็น Phantom Thieves  แต่ก่อนอื่นพวกเขาตัดสินใจฉลองความสำเร็จกันโดยการกินเลี้ยงฉลองกันที่ภัตตาคารหรูโดยใช้เงินที่ได้มาจากการขายสมบัติของ คาโมชิดะ

 

ซึ่งที่ภัตตาคารนั้นเอง อากิระ และ ริวจิ ได้พบกับชายผู้หนึ่งมีท่าทางภูมิฐานที่ห้อมล้อมด้วยผู้ติดตามมากมายเดินแซงคิวพวกเขาขึ้นลิฟต์ไปอย่างไร้มารยาทและดูถูกพวกเขา อากิระ นั้นกลับรู้สึกจำน้ำเสียงของชายผู้นั้นได้ว่าคล้ายกับเสียงของชายผู้ที่ฟ้องร้องเขาสมัยก่อนแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

 

 Persona 5 Story (29)

ตัดกลับมาในปัจจุบัน ซาเอะ ได้พยายามซักถาม อากิระ เกี่ยวกับเหตุการณ์ของ มาดาราเมะ ว่ามีจุดประสงค์อะไรถึงทำแบบนั้นหลังจากเหตุการณ์ของ คาโมชิดะ ไปทำไมถึงทำเรื่องแบบนี้ต่อ

 

 Persona 5 Story (30)

 

วันต่อมาของอดีตพวกอากิระได้พบกับ ยูสุเกะ คิตากาว่า เขาเป็นศิษย์ของศิลปินชื่อดังแห่งญี่ปุ่น อิจิริวไซ มาดาราเมะ ที่รักการวาดรูป เขาได้สะกดรอยตาม แอน เพื่อเหตุผลอะไรสักอย่างทำให้ ริวจิ และ อากิระ ดักรอ ยูสุเกะ ว่าเขาจะทำอะไรกับ แอน กันแน่

 

Persona 5 Story (31)

วันหนึ่ง ยูสุเกะ ได้ขอร้องให้ แอน มาเป็นนางแบบวาดรูปให้ แอน สองจิตสองใจที่จะมาเป็นแบบเพราะ ยูสุเกะ ต้องการจะวาดรูปนู๊ด ทำให้ แอน ไม่ตกลงในครั้งแรก พวกอากิระได้ปรึกษากันว่า มาดาราเมะ เองก็มีพาเลซเช่นกัน และพวกเขาต้องการเปลี่ยนจิตใจของ มาดาราเมะ ให้ได้ อากิระ ได้ขอร้อง แอน อีกรั้ง คราวนี้เธอยอมตกลง แอน ไปหา ยูสุเกะ อีกครั้งพร้อมกับสวมชุดที่หนาเตอะ แต่ ยูสุเกะ ขอร้องว่าให้ช่วยถอดเถอะ แอน เลยถอดทีละชิ้นเพื่อลองใจ ยูสุเกะ จนมาชิ้นสุดท้าย ยูสุเกะ กลับโดนหลอก

 

Persona 5 Story (33)

พวกเขาจึงพยายามใช้ความหลงใหลที่ ยูสุเกะ มีต่อ แอน นั้นเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยูสุเกะ ปกป้อง มาดาราเมะ อย่างไม่ลดละ ทำให้พวกอากิระเข้าไปในพาเลซของ มาดาราเมะ และจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขา ด้วยความช่วยเหลือของ ยูกิ มิชิม่า ผู้ซึ่งเคยเป็นเหยื่อของ คาโมชิดะ เช่นกัน เขาจึงอยากสนับสนุน Phantom Thieves  อย่างเต็มที่โดยการสร้างเว็บไซต์สนับสนุนขึ้นมา ซึ่งเขาก็ช่วยให้ Phantom Thieves ได้พบกับ นัตสึฮิโกะ นาคาโนะฮาระ เขาเคยเป็นอดีตลูกศิษย์ของ มาดาราเมะ และหลังจากที่ได้รู้ว่า มาดาราเมะ ได้ทำสิ่งเลวร้ายต่อลูกศิษย์คนก่อนๆ ที่ผ่านไม่ว่าจะเป็นการช่วงชิงงานของลูกศิษย์ (รวมถึงยูสุเกะ) มาเป็นของตนเอง  รวมถึงทำลายงานศิลป์ที่แม่ของ ยูสุเกะ ที่ทำขึ้นนั่นคือรูปภาพชื่อ ซายูริ อันเป็นเสมือนรูปภาพมายาในตำนานของวงการศิลปะ อีกทั้ง มาดาราเมะ ยังทำสำเนาภาพออกขายโดยแอบอ้างว่าเป็นของจริงเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมากมาย พวกอากิระจึงไม่ปล่อยให้ มาดาราเมะ หนีไปแน่นอน ในระหว่างที่พวกอากิระกำลังบุกพาเลซของ มาดาราเมะ เพื่อหาสมบัตินั่นเอง ยูสุเกะ ก็หลงเข้ามาด้วยและเริ่มยอมรับความจริงเกี่ยวกับอาจารย์ของตนได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงคนดีจอมปลอมที่หลอกเขามาตลอด

 

Persona 5 Story (38)

ต่อมาพวกอากิระได้เผชิญหน้ากับชาโดว์ของ มาดาราเมะ อยู่นั้น ยูสุเกะ ได้ปฏิเสธอาจารย์ของเขาเป็นครั้งแรกจนทำให้เพอร์โซน่าของเขาได้ตื่นขึ้น ก่อนจะให้ความช่วยเหลือจากพวก Joker และเปลี่ยนแปลงจิตใจของ มาดาราเมะ ลงได้ แต่ก่อนที่ชาโดว์ของ มาดาราเมะ จะหายไปก็ได้ทิ้งข้อสงสัยไว้ให้พวกอากิระสงสัย เพราะชาโดว์ของ มาดาราเมะ ได้พูดถึงผู้บุกรุกอีกคนที่ใส่หน้ากากสีดำขึ้นมา แต่ไม่ทันได้คำตอบพาเลซก็เกิดการพังทลายพวกอากิระจึงต้องรีบหนีออกมา โดยสมบัติที่จอมโจรมายาช่วงชิงออกมาได้ก็คือรูปภาพซายูริที่แม่ของยูสุเกะสร้างสรรค์เอาไว้ก่อนตายนั่นเอง ซึ่ง ยูสุเกะ ก็ได้มอบรูปภาพนี้ให้แก่อากิระและภาพก็ถูกนำแขวนแสดงไว้ที่ร้านแกแฟของ โซจิโร่ ในเวลาต่อมา

 

Persona 5 Story (37)

หลังจากนั้น มาดาราเมะ ได้กล่าวขอโทษผ่านรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจิตใจในระดับประเทศเช่นนี้ ที่ทำให้สาธารณะเชื่อว่า Phantom Thieves นั้นมีอยู่จริง แต่ในการสารภาพกลางการถ่ายทอดสดของ มาดาราเมะ ถือเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก และนั่นก็ทำให้ชื่อเสียง Phantom Thieves  เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งนั่นก็รวมถึงนักสืบหนุ่มมัธยมปลาย โกโร่ อาเคจิ และประธานนักเรียนแห่งโรงเรียนมัธยมปลายชูจินนั่นคือ มาโคโตะ นิอิจิม่า ซึ่งในระหว่างทัศนศึกษาที่สถานีโทรทัศน์นั้น พวกอากิระได้พบกับ โกโร่ อาเคจิ ที่ไปอัดรายการพอดี อาเคจิ เชื่อว่า Phantom Thieves นั้นเป็นกลุ่มที่ต่อต้านความยุติธรรมและเป็นพวกนอกกฎหมายซึ่งก็ทำให้พวกอากิระไม่พอใจนัก

 

Persona 5 Story (40)

อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนชูจินก็เกิดกังวลเรื่องชื่อเสียงของโรงเรียนขึ้นมาภายหลังเกิดเหตุการณ์ของ คาโมชิดะ จึงได้ขอให้ มาโคโตะ ช่วยตรวจสอบว่าPhantom Thieves เป็นนักเรียนของโรงเรียนหรือไม่ มาโคโตะ เป็นผู้หญิงที่ฉลาดมากก็ได้สงสัยในพฤติกรรมของพวกอากิระ ซึ่งเธอก็ได้แอบติดตามพวกอากิระจนได้หลักฐานยืนยันเป็นเสียงบันทึกของ ริวจิ ที่ประกาศตัวว่าพวกตนคือ Phantom Thieves  เธอจึงใช้หลักฐานที่มีตั้งข้อเรียกร้องให้พวกอากิระช่วยแสดงความจริงให้เธอได้เห็น แล้วเธอจะไม่เปิดเผยบันทึกเสียงดังกล่าว เป้าหมายที่เธอคือการเรียกร้องให้ช่วยสืบหาข้อมูลก็คือกลุ่มยากูซ่าที่กำลังรีดไถเงินจากผู้คนในชินจูกุ และนักเรียนของชูจินเองก็ตกเป็นเหยื่อเช่นกัน

 

Persona 5 Story (42)

ต่อมา Phantom Thieves ก็ได้รู้ชื่อของกลุ่มยากูซ่าดังกล่าวว่าคือ จุนยะ คาเนชิโร่ แต่กลับไม่สามารถหาตัวพบจึงไม่สามารถบุกไปยังพาเลซได้ ดังนั้น มาโคโตะ จึงใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ตัวเองไปถึงที่อยู่ของ คาเนชิโร่ แต่นั่นกลับเป็นกับดักที่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย เพราะ คาเนชิโร่ ได้ถ่ายรูปทุกคนในบาร์เอาไว้พร้อมด้วยโต๊ะที่มีเหล้ายาเต็มไปหมด ท้ายที่สุดทุกคนจึงโดนบังคับให้หาเงินเป็นจำนวนมากมาให้ คาเนชิโร่ ไม่เช่นนั้นรูปถ่ายก็จะโดนเปิดเผยต่อสาธารณะชน

 

 

 Persona 5 Story (44)

มาโคโตะ ที่รู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องติดอยู่ในอันตรายมาด้วย จึงให้การช่วยเหลือพวกอากิระจนตัวเธอสามารถเข้ามาพาเลซของ คาเนชิโร่ ได้และต้องประหลาดใจที่พวกอากิระเป็นพวก Phantom Thieves  และที่นี่เองที่เธอปลุกพลังเพอร์โซน่าของตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งเธอก็สามารถช่วยทุกคนกำจัดชาโดว์ของ คาเนชิโร่ ลงได้ ก่อนที่จะหายไปนั้นชาโดว์ของ คาเนชิโร่ ได้เปิดเผยว่ามีคนอื่นที่สามารถเข้ามาในพาเลซได้เช่นกัน และอาจเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ mental shutdown และ psychotic breakdown ที่เกิดเหตุต่อเนื่องเมื่อไม่นานมานี้

 

 

Persona 5 Story (46)

หลังจากได้ทำการเปลี่ยนแปลงจิตใจของ คาเนชิโร่ ได้แล้ว Phantom Thievesก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เครือข่ายแฮ็คเกอร์ที่ชื่อ Medjed ขอมาท้าทาย แม้ว่าการท้าทายครั้งนี้จะทำให้สาธารณะตื่นเต้นก็ตาม แต่กลุ่ม Phantom Thievesกลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเพราะ Medjed นั้นเป็นเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวตน แต่ในระหว่างที่กำลังจับต้นชนปลายไม่ถูกนั้น กลุ่ม Phantom Thievesก็ได้รับข้อความจากบุคคลที่เรียกตนเองว่า Alibaba

 

 

Persona 5 Story (47)

Alibaba ได้ยื่นข้อเสนอที่จะช่วยเหลือในการกำจัด Medjed ให้หน่อย ถ้าหาก Phantom Thieves ตกลงเปลี่ยนแปลงจิตใจของคนๆ หนึ่งให้นั่นคือ ซากุระ ฟูตาบะ ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นทุกคนจึงรับข้อเสนอ

 

อากิระ ได้รู้ว่า โซจิโร่ ได้รับเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ฟูตาบะ ผู้เป็นลูกสาวของ วากาบะ อิชชิกิ คนรู้จักในสมัยก่อนของ โซจิโร่ ซึ่ง วากาบะ นั้นทำการวิจัยเกี่ยวกับ Cognitive ที่ศึกษาเกี่ยวกัลการรับรู้ความเป็นจริงของแต่ละบุคคลและรวมถึง Metaverseที่เป็นโลกอีกด้านหนึ่งอยู่ แต่วันหนึ่งเธอกลับต้องจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้คนในทีมวิจัยบางส่วนกล่าวโทษ ฟูตาบะ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ของเธอต้องตาย ฟูตาบะ จึงได้เก็บตัวไม่สุงสิงกับใครตลอดมา

 

Persona 5 Story (49)

มาโคโตะ ได้สันนิษฐานว่า ฟูตาบะ อาจจะใช่ Alibaba และเมื่อทุกคนเห็นด้วยกันว่าการช่วยเหลือ ฟูตาบะ จะทำให้พวกเขาสามารถต่อสู้กับ Medjed ได้ Phantom Thieves จึงได้บุกเข้าไปในพาเลซของ ฟูตาบะ อันมีสภาพเป็นพีระมิดขนาดใหญ่

 

Persona 5 Story (50)

แม้ว่า ฟูตาบะ จะต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจตนเองก็ตาม แต่ได้มีร่างขนาดใหญ่เข้ามาขัดขวาง Phantom Thieves ตัวตนนั่นเป็นร่างมโนอันบิดเบี้ยวของ วากาบะ ผู้เป็นมารดาของ ฟูตาบะนั่นเอง ร่างดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากจิตใจของ ฟูตาบะ ที่โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ วากาบะ ต้องตาย เธอจึงคิดว่าแม่จะต้องเกลียดชังเธอผู้เป็นต้นเหตุแน่นอน

 

Persona 5 Story (52)

ในระหว่างเหตุการณ์ที่ตึงเครียดนั่น เพอร์โซน่าของ ฟูตาบะ ก็ได้ตื่นขึ้นมา และด้วยความร่วมมือของเธอกับ Phantom Thieves ภาพลักษณ์อันบิดเบี้ยวของ วากาบะ ก็ได้โดนกำจัดลง

 

 Persona 5 Story (54)

ต่อมาได้มีร่างของ วากาบะ อีกร่างหนึ่งปรากฏตัวออกมา คราวนี้ วากาบะ กล่าวขอบคุณลูกสาวของเธอที่สามารถจดจำรูปลักษณ์และนิสัยที่แท้จริงของเธอได้ ผู้ที่มีความรักและความห่วงใยให้กับ ฟูตาบะ แม้จะกำจัดร่างมโนคติอันบิดเบี้ยวของ วากาบะ ไปได้แล้วก็ตามกลับไม่มีร่องรอยของสมบัติให้เห็นเลย

 

Persona 5 Story (55)

มอร์กาน่า จึงอธิบายว่าตัวของ ฟูตาบะ นั่นแหละคือสมบัติของพาเลซแห่งนี้ และการที่ตัวเจ้าของพาเลซเข้ามาในพาเลซของตัวเองนานเกินไปจึงทำให้พาเลซเริ่มจะไม่เสถียร ด้วยเหตุนี้พาเลซจึงเริ่มถล่มลงมาทำให้เหล่า Phantom Thievesต้องรีบหนีกันอย่างโกลหลและกลับมาสู่โลกความจริงได้อย่างหวุดหวิด หลังจากที่จิตใจของเธอได้เปลี่ยนแปลงไป ฟูตาบะ ก็ได้จัดการทำลายเว็บไซต์ของ Medjedพร้อมฝากสัญลักษณ์Phantom Thievesเอาไว้ให้ทุกคนเห็นโดยทั่วกัน และเธอก็ตกลงร่วมมือกับ Phantom Thievesเพื่อหาตัวผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้แม่ของเธอต้องจบชีวิตลงให้ได้

 

 

Persona 5 Story (56)

เมื่อ Medjed โดนทำลายแล้ว Phantom Thieves ก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก และทุกคนที่ปลื้มกับความสำเร็จต่างก็หาเป้าหมายในระดับสูงคนต่อไป ซึ่งด้วยความที่เชื่อว่าการเสียชีวิตของ วากาบะ เกิดจากอาการ mental shutdownนี่เอง ทำให้ทั้งทีมค้นหาตัวบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบเพื่อหวังว่าชื่อเสียงของพวกเขาจะยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น ฟูตาบะ เลยเสนอว่าจะลักลอบขโมยข้อมูลจาก แล็ปท็ปของ ซาเอะ ผู้เป็นพี่สาวของ มาโคโตะ เพราะ ซาเอะ นั้นกำลังดูแลคดี mental shutdownเช่นกัน แม้ว่า มาโคโตะ จะลังเลในทีแรกแต่เธอก็ยินดีที่จะทำตามแผน เธอได้แอบก็อปปี้ข้อมูลออกไปให้กับ ฟูตาบะ ได้สำเร็จ

 

Persona 5 Story (59)

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ฟูตาบะ ก็รับอาสาตรวจสอบข้อมูลให้ ส่วนที่เหลือก็มุ่งหน้าไปทัศนศึกษากันที่ฮาวายและได้ทราบว่าพวกเขาเริ่มมีชื่อเสียงในระดับสากลแล้ว แต่เมื่อพวกเขากลับมาญี่ปุ่นก็ได้ทราบข่าวว่าอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนชูจินกลับเสียชีวิตอย่างลึกลับในอุบัติเหตุ…ซึ่งการเสียชีวิตครั้งนี้ก็ทำให้ผู้คนบางส่วนเริ่มสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของ Phantom Thieves ก็เป็นได้

 

จากข้อมูลของ ซาเอะ นั้น ฟูตาบะ ได้ทราบว่าซีอีโอของกลุ่มธุรกิจ โอคุมูระ ฟูดส์ ที่ชื่อ คุนิคาซุ โอคุมูระ นั้นเป็นศูนย์กลางของคดีที่เกิดขึ้นหลายคดี ซึ่งการเอารัดเอาเปรียบพนักงานก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่กลุ่ม Phantom Thieves ก็ได้โต้เถียงกันว่าควรจะทำการเปลี่ยนแปลงจิตใจของ โอคุมูระ ตามกระแสสังคมอย่างเดียวจะดีหรือไม่ เมื่อพวกเขาไม่อาจตัดสินใจกันได้  มอร์กาน่า จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปสะสางด้วยตัวคนเดียวพวกอากิระจึงได้ตามรอยหา มอร์กาน่า ไปยังพาเลซของ โอคุมูระ

 

Persona 5 Story (62)

และที่นั่นเองที่พวกเขาได้พบกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่เรียกตัวเองว่า“จอมโจรแสนสวย” เป็นคู่หูคนใหม่ของ มอร์กาน่า แน่นอนว่าทุกคนก็ยังไม่สามารถคืนดีกับ มอร์กาน่า ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ยังไม่ทันจะคุยอะไรกันไปมากกว่านั้นทุกคนก็มีอันต้องหนีออกจากพาเลซเสียก่อน

 

 Persona 5 Story (61)

ที่โรงเรียนชูจิน ทุกคนต่างหาตัวตนที่แท้จริงของจอมโจรแสนสวย และก็ได้รู้ว่าไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็น ฮารุ โอคุมูระ ที่เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของซีอีโอ โอคุมูระ นั่นเอง อากิระ และ มาโคโตะ จึงตัดสินใจไปพบกับ ฮารุ โดยจะชักชวนเธอให้มาร่วมกลุ่มPhantom Thieves ฮารุกลับได้ปฏิเสธและบอกว่าเธอไม่ต้องการร่วมกลุ่มกับคนที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนแน่นอน จากนั้นพวกอากิระก็ได้รู้ว่ามีคนขอบคุณพวกเขาที่ช่วยทำตามคำร้องขอที่ฝากเอาไว้บนเว็บให้ แต่พวกอากิระก็งุนงงว่าพวกตนไม่ได้เป็นคนลงมือจึงคาดเดากันว่าคงเป็นฝีมือของ มอร์กาน่า และ ฮารุ นั่นเอง ทุกคนตัดสินใจเข้าไปยัง Mementos เพื่อดักพบทั้งสองคนและปรับความเข้าใจกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้อยู่ดี

 

Persona 5 Story (64)

หลังจากที่ทุกคนกลับสู่โลกความจริง พวกอากิระก็ได้พบ ฮารุ ที่กำลังโดนชายผู้หนึ่งวุ่นวายกับเธออยู่ มอร์กาน่า ที่เห็นดังนั้นก็ได้พยายามเข้าไปช่วยแต่ก็โดนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ พวกอากิระจึงเข้าไปขวางแทน ชายคนนั้นแนะนำตัวเองว่าเขาป็นคู่หมั้นของ ฮารุ และบอกให้พวกอากิระอย่าเข้ามาขัดขวาง เมื่อพวกอากิระไม่ยอมไป ชายคนนั้นจึงต้องจำใจจากไปเอง

 

Persona 5 Story (66)

หลังจากนั้นทุกคนจึงพา มอร์กาน่า และ ฮารุ กลับไปที่ร้านกาแฟ Leblanc หลังจากได้พูดคุยกันแล้วทุกคนจึงได้รู้ว่า ฮารุ นั้นยังไม่สามารถปลุกพลังเพอร์โซน่าของเธอได้ และการที่เธอตัดสินใจเป็นจอมโจรมายาก็เพื่อหนีการคลุมถุงชนนั่นเอง ซึ่งทุกคนก็ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับ มอร์กาน่า และร่วมทีมกันตามเดิม ทุกคนตกลงกลับเข้าสู่พาเลซของ โอคุมูระ อีกครั้งและสามารถผ่านระบบรักษาความปลอดภัยมาได้โดยความช่วยเหลือของ ฮารุ แต่ที่นี่ทุกคนก็ได้พบกับร่างมโนคติของ สุกิมุระ ผู้เป็นคู่หมั้นของ ฮารุ ด้วย ชาโดว์ของ โอคุมูระ เปิดเผยว่าเขารู้ดีว่าลูกเขยในอนาคตนั้นเป็นคนที่มีนิสัยเลวร้ายเพียงใด และต่อให้เขายก ฮารุ ไปก็คงไม่ได้แต่งงานเป็นภรรยาหลักแน่นอนเต็มที่ก็เป็นได้แค่เมียน้อยเท่านั้น แต่เขาก็ยังจะส่ง ฮารุไปเพื่อเป็นบันไดให้เขาได้เข้าสู่วงการการเมืองเท่านั่นเอง ฮารุ ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งเสียใจและโกรธแค้นพ่อของเธอ จนเพอร์โซน่าของเธอโดนปลุกขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ และสามารถเอาชนะร่างมโนคติของ สุกิมุระ ลงได้ด้วย

 

 

Persona 5 Story (67)

เมื่อทุกคนบุกเข้าไปด้านในพาเลซมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นสิ่งที่ โอคุมูระ ผู้เป็นพ่อคิดกับพนักงานบริษัทมากเท่านั้น นั่นคือเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ทำงานอย่างไม่มีวันหยุดพักและถ้าผิดพลาดเมื่อไหร่ก็จะโดนทิ้งอย่างไม่ใยดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ฮารุ จึงมุ่งมั่นจะเปลี่ยนจิตใจของพ่อให้ได้

 

Persona 5 Story (68)

กลุ่ม Phantom Thievesสามารถเอาชนะชาโดว์ โอคุมูระ ลงได้และช่วงชิงสมบัติมาไว้ในมือแล้ว แต่ว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าในตอนที่จากมาได้มีร่างหนึ่งในชุดดำและสวมหน้ากากดำเข้ามายิงสังหารชาโดว์ของ โอคุมูระ ไปอย่างเลือดเย็น ไม่นาน โอคุมูระ พ่อของเธอก็ได้ตัดสินใจจัดงานแถลงข่าวอย่างกะทันหันขึ้น ซึ่งในวันแถลงข่าวทุกคนในทีม Phantom Thievesต่างเฝ้าดูงานแถลงข่าวจากในเดสตินี่แลนด์ด้วยความช่วยเหลือในการจองสถานที่จาก ฮารุ โอคุมูระผู้เป็นพ่อเตรียมสารภาพความผิดที่ตนได้ทำลงไปกับพนักงานรวมถึงคู่แข่งทางการค้า และตั้งใจที่จะเปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ mental shutdownแต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น…เพราะกลางงานแถลงข่าว โอคุมูระ เกิดอาการ mental shutdownและเสียชีวิตต่อมาในภายหลัง ทำให้ Phantom Thievesต่างตกตะลึงกันเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นผู้ลงมือจึงไม่น่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้ได้ 

 

ภายหลังการเสียชีวิตของ โอคุมูระ  กลุ่มPhantom Thieves ก็ได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังไปในเหตุการณ์นี้ทันที และชื่อเสียงก็ลดลงในพริบตา และตำรวจยังตั้งค่าหัวจอมPhantom Thieves เอาไว้ถึง 30 ล้านเยน แต่นักสืบหนุ่ม โกโร่ อาเคจิ ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาให้ความเห็นแก่สาธารณะโต้แย้งในสิ่งที่Phantom Thieves ทำลงไป คราวนี้ อาเคจิ กลับประกาศต่อสาธารณะว่ากลุ่มPhantom Thieves นั้นไม่ใช่คนร้ายผู้อยู่เบื้องหลังความตายของ โอคุมูระ และยังบอกว่าเขาพอจะทราบว่าคนร้ายตัวจริงเป็นใคร…

 

 

 Persona 5 Story (69)

กลุ่มPhantom Thieves จึงพยายามติดต่อ อาเคจิ ให้มากล่าวปาฐกถาในงานโรงเรียนชูจิน เพื่อหวังว่า อาเคจิ จะช่วยล้างความผิดให้พวกเขา และช่วยสืบการเคลื่อนไหวของตำรวจให้พวกเขารับรู้ได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว อาเคจิ กลับกดดันให้ทั้งทีมต้องยอมร่วมมือเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจของ ซาเอะ แทนเพราะอาเคจิ มีหลักฐานสำคัญเป็นรูปถ่ายของพวก อากิระ ที่กำลังออกจาก Metaverse กลับมาสู่โลกความจริง อาเคจิ ให้เหตุผลว่าตอนนี้ ซาเอะ กำลังลืมหลักการคิดแต่จะไขคดีโดยไม่สนวิธีการและไม่สนว่าใครจะต้องเป็นแพะรับบาปหรือไม่ ซึ่ง อาเคจิ ก็เปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเขาก็สามารถเข้าสู่ Metaverse ได้เหมือนกัน แถมยังเรียกเพอร์โซน่าอีกได้ด้วย

 

 Persona 5 Story (72)

กลุ่ม Phantom Thievesและ อาเคจิ ก็ได้บุกเข้าพาเลซของ ซาเอะ นิอิจิม่า อันมีรูปลักษณ์เป็นคาสิโนอันสุดจะหรูหรา โดยในท้ายที่สุดทุกคนก็สามารถเอาชนะชาโดว์ของ ซาเอะ ลงได้ แต่โชคร้ายที่อากิระโดนควบคุมตัวเอาไว้โดยตำรวจในโลกแห่งความเป็นจริงที่เข้ามาในพาเลซโดยไม่รู้ตัว…แต่ในตอนที่โดนจับกุมนี่เอง อากิระ ได้รู้ว่าในหมู่พวกเขามีคนทรยศแฝงตัวอยู่

 

 

Persona 5 Story (76)Persona 5 Story (79)

ข่าวการจับกุมหัวหน้าของPhantom Thievesแพร่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันกับที่ อากิระ โดนพาตัวไปยังห้องสอบสวนชั้นใต้ดินและโดนซ้อมอย่างหนัก ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น ซาเอะ นิอิจิม่า ก็เข้ามาในห้องสอบสวนเพื่อถามคำถามในการปฏิบัติการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่มPhantom Thieves โดย อากิระ พยายามต่อต้านฤทธิ์ยาเต็มที่และพยายามปิดปากเงียบเกี่ยวกับสมาชิกทีมคนอื่นๆ ในขณะที่ โกโร่ อาเคจิ มือสังหารตัวจริงก็ปรากฏตัว เขาหยิบปืนขึ้นมายิงใส่กลางหน้าผาก อากิระ อย่างเลือดเย็น แต่ข่าวที่ปรากฏออกไปกลับบอกว่าหัวหน้าของPhantom Thieves นั้นฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิด

 

 Persona 5 Story (80)

ความวิบัติที่ อิกอร์ ย้ำเตือนให้ อากิระ รับรู้เมื่อเดือนเมษายนก็คือสิ่งนี้นั่นเอง แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น อากิระ ยังไม่ตาย เพราะความตายของ อากิระ เป็นการวางแผนมา ก่อนหน้านี้กลุ่มPhantom Thieves ได้รู้ว่า อาเคจิ นั้นแหละคือที่คนทรยศเพราะได้ทำการดักฟังโทรศัพท์ไว้ แต่ทุกคนยอมทำตามแผนของ อาเคจิ เพราะรู้ดีว่าใครก็ตามที่ อาเคจิ ทำงานให้ต้องมีอิทธิพลสูงมากถึงขนาดที่ว่าแม้จะก่อคดีฆาตกรรมก็จะไม่เป็นข่าว ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงวางแผนที่จะป้องกันการลอบสังหาร อากิระ และเปิดโปง อาเคจิ ไปพร้อมกันแผนล่อลวงให้ อาเคจิ หลงเข้ามาในสถานีตำรวจซึ่งอยู่นอกพาเลซของ ซาเอะ และที่นั่นเองที่อาเคจิ ลงมือสังหาร อากิระ ตัวปลอมจนหลงเข้าใจผิดว่าเขาทำงานสำเร็จแล้ว เพราะด้านในสถานีตำรวจนั้นแทบไม่ต่างอะไรจากความเป็นจริง ดังนั้นถ้าหากใครสักคนโดนหลอกเข้ามาก็จะไม่เห็นความแตกต่างเลยแม้แต่น้อย วิธีการก็คือให้ ซาเอะ เปิดโทรศัพท์ของ อากิระ ทิ้งไว้หลังเสร็จการสอบสวน จากนั้น ฟูตาบะ จึงทำการสั่งการให้แอพพลิเคชั่น Meta–Navทำงานและหลอกให้ อาเคจิ ฆ่า อากิระ ตัวปลอมได้สำเร็จ ส่วนในโลกของความเป็นจริง ซาเอะ ก็ย้อนกลับไปที่ห้องสืบสวนและช่วย อากิระ ตัวจริงหนีกลับมาที่ร้านกาแฟ LeBlanc

 

จากการดักฟังโทรศัพท์ของ อาเคจิ ทำให้ทุกได้นรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดคือ มาซาโยชิ ชิโดะ นักการเมืองผู้มีอิทธิพลและกำลังจะลงสมัครเลือกตั้งเพื่อหวังเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกไม่นาน ชิโดะ คอยสั่งการให้ อาเคจิ ไปสังหารคู่แข่งทางการเมืองของเขาอยู่บ่อยครั้ง โดยไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนชูจิน และ โอคุมูระ หรือแม้กระทั่งผู้อำนวยการกรมสืบสวนคดีพิเศษก็ล้วนแล้วแต่มีสายสัมพันธ์กับชิโดะ ด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ธุรกิจขายงานศิลปะของปลอมที่ มาดาราเมะ ทำไว้ และการรีดไถเงินของ คาเนชิโร่ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ชิโดะ ทั้งสิ้น ชิโดะ เองก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของ วากาบะ อิชชิกิ แม่ของ ฟูตาบะ ด้วยเช่นกัน เมื่อความจริงปรากฏขึ้นทุกคนจึงมุ่งหน้าที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของ ชิโดะ ให้ได้

 

Persona 5 Story (81)

ภายหลังจากทำแผนการหลอก อาเคจิ ได้สำเร็จ อากิระ ก็ได้ทำการซ่อนตัวเพื่อไม่ให้ ชิโดะ รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ในระหว่างนั้นความนิยมของ ชิโดะ ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง อากิระ ได้ยินเสียงของ ชิโดะในตอนแสดงปาฐกถาก็เชื่อว่า ชิโดะ นั้นเองที่เป็นคนฟ้องร้องให้เขาต้องมารับโทษและโดนทัณฑ์บน ด้วยเหตุนี้กลุ่มPhantom Thieves จึงมีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนแปลงจิตใจของ ชิโดะ ให้ได้ ทุกคนบุกเข้าไปยังพาเลซของ ชิโดะ แต่ในระหว่างนั้น อาเคจิ ได้ปรากฏตัวขึ้นและได้มาขวางและเปิดเผยว่าเขาคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ mental shutdownทั้งหมด

 

Persona 5 Story (83)

อาเคจิ บอกว่าเขายอมทำงานให้กับ ชิโดะ ก็เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจก่อนจะล้างแค้นในภายหลัง นั่นเพราะ อาเคจิ เป็นลูกนอกสมรสของ ชิโดะ ที่ไม่เคยได้รับการดูแลจาก ชิโดะ เลย ซึ่ง อาเคจิจทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายของเขาสำเร็จและตอนที่ ชิโดะ ได้ในสิ่งที่ต้องแล้วเขาก็จะเป็นคนทำลาย ชิโดะลงกับมือเอง โดยในการต่อสู้นั้น อาเคจิ ก็ได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขามีพลังในการปลุกให้ชาโดว์คุ้มคลั่งจนเกิดอาการ psychotic breakdown ของบุคคลนั้นในความเป็นจริง นอกจากนั้นยังเรียกใช้เพอร์โซน่าได้มากกว่า 1 อย่างเช่นเดียวกับที่ อากิระ สามารถทำได้ ซึ่งเดิมทีอาเคจิมีเพอร์โซน่าคือโรบินฮู้ด แต่ในการต่อสู้นี้ อาเคจิ ยังสามารถเรียกโลกิมาต่อสู้ได้อีกด้วย สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงมากที่สุดคือการที่ชุดสีขาวเดิมของอาเคจิแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นเกราะสีดำสนิททั้งตัว เมื่อPhantom Thieves เห็นเข้าจึงมั่นใจทันทีว่าผู้บุกรุกสวมหน้ากากสีดำที่ชาโดว์ของ มาดาราเมะ และชาโดว์ของ คาเนชิโร่ พูดถึงก็คือ อาเคจิ นั่นเอง

 

Persona 5 Story (85)

แต่สุดท้ายPhantom Thieves ก็สามารถเอาชนะ อาเคจิ ลงได้ ในขณะที่ อาเคจิ กำลังยอมรับในความคิดของเขาว่าผิดพลาดนั้น ร่างมโนคติของ อาเคจิ ที่ ชิโดะ คิดก็ปรากฏตัวออกมากล่าวว่าแท้จริงแล้ว ชิโดะ ไม่เคยไว้ใจ อาเคจิ เลย เพราะถ้า ชิโดะ ชนะการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็จะไม่เก็บ อาเคจิ ไว้เช่นกัน การที่ อาเคจิ สามารถเข้าสู่พาเลซของคนอื่นได้ถือเป็นอันตรายกับ ชิโดะ ด้วยช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ชิโดะ จึงสร้างร่างมโนคติของ อาเคจิ ขึ้นมาไว้เตรียมการรับมือกับ อาเคจิ ตัวจริง จากนั้นร่างมโนคติของอาเคจิ ก็สั่งให้อาเคจิตัวจริงกำจัดกลุ่มPhantom Thieves ซะ แต่ อาเคจิ กลับยอมสละชีวิตเพื่อให้Phantom Thieves หนีไป ซึ่งอากิระก็ให้สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของ ชิโดะ ให้สำเร็จให้ได้

 

Persona 5 Story (86)

กลับมาสู่โลกของความเป็นจริง กลุ่มPhantom Thieves ได้เตรียมการประกาศช่วงชิงสมบัติในจิตใจของ ชิโดะ อย่างอลังการ พวกเขาทำการแทรกสัญญาณโทรทัศน์จอใหญ่ในที่สาธารณะทั่วญี่ปุ่นเพื่อประกาศเป้าหมายนั่นคือการเปลี่ยนแปลงจิตใจของ ชิโดะ ผลลัพธ์ของการกระทำเช่นนี้ ทำให้Phantom Thieves ประกาศต่อสาธารณะว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่และได้กล่าวโทษ ชิโดะ ต่อสาธารณะไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้Phantom Thieves จึงกลับมาเป็นกระแสพูดถึงอีกครั้ง

 

กลุ่ม Phantom Thieves ก็สามารถเอาชนะชาโดว์ของ ชิโดะ ได้สำเร็จ แม้ว่า ชิโดะ จะพยายามทำลายพาเลซของตนเองด้วยการกินยาที่ส่งผลให้ร่างกายมีสภาพเสมือนตายไปชั่วครู่เพื่อหวังทำลายพาเลซของเขาและจัดการกลุ่มPhantom Thieves ไปพร้อมกัน ในท้ายที่สุดปฏิบัติการณ์ของPhantom Thieves ก็ลุล่วงไปด้วยดี

 

 

 Persona 5 Story (88)

มาซาโยชิ ชิโดะ โดนเปลี่ยนแปลงจิตใจและได้สารภาพความผิดของเขาขณะประกาศผลเลือกตั้งอันถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ทำให้Phantom Thieves เชื่อว่าสังคมจะต้องดีขึ้นแน่นอน ทุกคนต่างดื่มด่ำกับความสำเร็จและมั่นใจว่าแรงสนับสนุนของ ชิโดะ จะต้องพังทลายลงหลังฟังคำสารภาพเช่นนั้น แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผัน ไม่เพียงแต่สาธารณะยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับในความผิดของ ชิโดะ เท่านั้น แต่ยังเริ่มที่จะหลงลืมตัวของกลุ่มPhantom Thieves ไปด้วยซ้ำ ท่ามกลางความอับจนนี้เอง กลุ่มPhantom Thieves และ ซาเอะ ได้รู้ความจริงและหันมาสนับสนุนพวกอากิระต่างก็วางแผนสิ่งที่จะต้องทำกันต่อไป เพราะที่ผ่านมา ชิโดะ อาศัย Metaverseในการก่อเหตุนี่เอง การสั่งฟ้อง ชิโดะ จึงลำบากมาก ยิ่งในเมื่อความเห็นของสาธารณะยังคงก้ำกึ่งเช่นนี้กลุ่มPhantom Thieves จึงต้องรีบหาทางแก้ไขโดยเร็ว แต่การจะไล่เปลี่ยนจิตใจทีละคนนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน

 

Persona 5 Story (89)

ในตอนนั้นเอง มอร์กาน่า จำได้ว่า Mementosอันมีลักษณะเป็นศูนย์รวมของพาเลซของทุกคนและก็มีสมบัติอยู่ และถ้าสามารถช่วงชิงสมบัตินั้นมาได้ก็อาจทำให้สาธารณชนได้สติเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นย่อมแปลว่าเป็นการทำให้ Metaverse ก็สลายไปด้วย และทุกคนก็จะไม่สามารถปฏิบัติการณ์ในฐานะPhantom Thieves ได้อีกต่อไปแม้จะโศกเศร้าที่จะไม่อาจปฏิบัติการณ์ได้อีก แต่ทุกคนเชื่อมั่นในหลักการที่ยึดถือเสมอมา ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปสู่ Mementos เพื่อออกปฏิบัติการณ์ครั้งสุดท้ายที่ใจกลางส่วนที่ลึกที่สุดของ Mementos ทุกคนได้พบกับสมบัตินั่นคือ Holy Grailแต่ว่าด้วยเจตจำนงของสาธารณชนที่ปรารถนาจะให้มีใครหรืออะไรซักอย่างมาควบคุมและชี้นำชีวิตของตนเอง จึงได้เปลี่ยนสภาพมันให้กลายเป็นเทพผู้ทำลายไปเสียแล้ว แม้ว่าPhantom Thieves พยายามสู้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ และ Holy Grailก็เริ่มที่จะผนวก Mementosเข้ากับความเป็นจริง ทุกคน ลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางชิบุยะที่บิดเบี้ยวก่อนที่ร่างของพวกตนจะค่อยๆ สลายหายไป

 

Persona 5 Story (90)

ที่ Velvet Roomนั้น อากิระ ได้รู้ความจริงว่าเทพผู้ร้ายนั้นได้ปลอมแปลงตนเป็น อิกอร์ มาโดยตลอดและคอยชักใยให้ อากิระ เล่นตามเกมของเขา ซึ่งเป็นเกมที่ อากิระ ไม่มีสิทธิชนะตั้งแต่แรกแล้ว โดยเทพดังกล่าวมอบความสามารถให้ อากิระ และ อาเคจิ เพื่อดูว่าโลกนี้จะถูกรักษาเอาไว้หรือถูกทำลายผ่านการกระทำของทั้งสอง โดยที่เขาจะคอยชี้นำเหตุการณ์ให้เป็นไปตามที่เต้องการขา ส่วนทั้ง Meta–Navและ Metaverse ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือที่เทพเจ้า ใช้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษยชาตินั้นโง่เขลาเพียงใด

 

Persona 5 Story (91)

อิกอร์ ตัวปลอมได้สั่งการให้พัศดีแฝดแห่ง Velvet Roomทำการประหารอากิระที่เล่นเกมแพ้ แต่ในขณะที่กำลังโจมตีนั้นแฝดทั้งคู่กลับเริ่มจำได้ว่าแท้จริงแล้วพวกตนเคยเป็นคนเดียวกันมาก่อนแต่โดนเทพผู้มุ่งร้ายจับแยกออกจากกัน ทั้งคู่จึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้งจนกลายเป็น ลาเวนซ่า ทำให้อากิระจึงรอดพ้นความตายมาได้ ส่วนเทพเจ้าที่เชื่อมั่นใจว่าเขาชนะแล้ว จึงได้คืน อิกอร์ ตัวจริงมาและจากไป

 

Persona 5 Story (94)

อากิระ ได้ไปปลุกจิตใจของเพื่อนร่วมทีมแต่ละคนที่กระจัดกระจายไปใน Velvet Roomให้ลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง ทุกคนจึงมารวมตัวกันเพื่อฟังคำบอกเล่าจากปากของ อิกอร์ เอง อิกอร์เล่าว่าก่อนที่ตนจะโดนจองจำ อิกอร์ ได้ใช้พลังที่เหลืออยู่สร้างผู้ส่งสาส์นขึ้นมาโดยมอบหมายหน้าที่ให้ไปตามหามนุษย์ผู้ที่จะสามารถกลายมาเป็นTricksterได้ ผู้ส่งสาส์นที่ว่าก็คือ มอร์กาน่า นั่นเอง บัดนี้ มอร์กาน่า จำได้หมดแล้วว่าเขาองเป็นใครและมีหน้าที่อะไร มอร์กาน่า จึงนำพาทุกคนไปสู้ในศึกสุดท้ายการต่อกรกับเทพผู้มุ่งร้ายโดยมีชะตาของโลกเป็นเดิมพันจึงได้เริ่มต้นขึ้น…

 

Persona 5 Story (95)

ทุกคนกลับมาที่ชิบุยะอีกครั้ง พวกเขาได้มองเห็นวิหารขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นมาใจกลางโตเกียว จึงรีบมุ่งหน้าขึ้นไปเผชิญหน้ากับเทพเจ้าทันที ระหว่างทางกลุ่มจอมโจรมายาต่างก็เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งซึ่งขวางทางอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อูริเอล ราฟาเอล กาบริเอล และมิคาเอล ซึ่งทุกครั้งที่เอาชนะได้ผู้คนต่างก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจนโกลาหลไปหมด ที่ปลายทางของการเดินทาง ทุกคนได้พบกับ Holy Grailอีกครั้ง แต่ในคราวนี้มันเผยให้เห็นร่างอันแท้จริงสุดแสนมหึมาเทียบเท่าตึกสูง ตัวตนที่แท้จริงของมันคือ Yaldabaoth เทพเจ้าผู้หวังควบคุมมนุษย์และชี้นำมนุษย์ทุกคน

 

Persona 5 Story (96)

Phantom Thieves พยายามเข้าต่อกรอย่างเต็มความสามารถ แต่ว่าพลังของYaldabaoth นั้นมหาศาลจนเหล่าPhantom Thieves ต่างโดนเล่นงานหมดแรงไปตามๆกัน ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมแพ้และไม่ยอมสิ้นหวัง คำพูดอันมุ่งมั่นของพวกเขาปรากฏให้ได้ยินบนโทรทัศน์จอใหญ่ด้านล่างพร้อมกับสัญลักษณ์กลุ่มPhantom Thieves ผู้คนที่เริ่มหมดหวังต่างก็มีความหวังกลับมาและเริ่มจำพวกเขาได้อีกครั้ง บรรดาพวกพ้องที่อากิระเคยช่วยเหลือเอาไว้ต่างก็ตะโกนเปล่งเสียงสนับสนุนให้กำลังใจกันเต็มที่

 

เมื่อเป็นดังนี้มนุษยชาติจึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของYaldabaoth อีกต่อไป อากิระที่รับรู้ได้ถึงพลังของผู้คนทำการเรียกอาร์แซนน์ออกมา พลังอาร์แซนน์ร่างสลายกลายเป็นเงาร่างขนาดมหึมาเทียบเท่าYaldabaoth ที่ปรากฏตัวลงมาจากหมู่เมฆด้านบน สิ่งนั้นคือซาตานาเอล (Satanael) เพอร์โซน่าที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากความปรารถนาในเสรีภาพของมวลมนุษย์ ปากกระบอกปืนของซาตานาเอลเล็งที่ศีรษะYaldabaoth พร้อมกับคำพูดของ อากิระ ว่า สลายไปซะเมื่อสิ้นคำกระสุน Sinful Shellที่อัดแน่นเอาไว้ด้วยบาปเจ็ดประการก็พุ่งออกจากปากกระบอกทะลวงเข้าใส่ศีรษะYaldabaoth จนร่างสลายไปในที่สุด

 

 Persona 5 Story (98)

เมื่อทุกอย่างคลี่คลายจบลง และโลกก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่กลับไปสู่สภาพก่อนที่จะโดนหลอมรวม มอร์กาน่า ที่ทำภารกิจสำเร็จก็ค่อยๆ ร่างเลือนหายไปท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป

 

 

Persona 5 Story (100)

ส่วนทางด้านของ อากิระ นั้นได้คุยกับ ซาเอะ โดย ซาเอะ ได้ยื่นข้อเสนอขอให้ อากิระเข้ามอบตัวในฐานะหัวหน้าของPhantom Thieves เพื่อไม่ให้เพื่อนๆ ต้องติดร่างแหและในขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นหลักฐานในการสั่งฟ้อง ชิโดะ ด้วย ด้วยเหตุนี้เอง อากิระ จึงไปเปิดเผยความจริงกับตำรวจและต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำเยาวชนชั่วระยะเวลาหนึ่ง ส่วนที่ด้านนอกนั้นบรรดาพรรคพวกในทีมจอมโจรมายา รวมถึงผู้คนที่ อากิระ เคยช่วยเหลือต่างก็พยายามหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ อากิระ กันอย่างสุดความสามารถ จน อากิระ รอดพ้นจากคดีทำร้ายร่างกายได้

 

Persona 5 Story (101)

ที่กาแฟร้าน Le Blanc  ทุกคนรอคอยการกลับมาของอากิระอย่างอบอุ่น แม้จะโศกเศร้าที่มอร์กาน่า ที่จากไปแล้วก็ตาม แต่ในทันใดนั้น มอร์กาน่า ก็กลับเข้ามาในร้านและบอกว่าแม้ร่างใน Metaverseของเขาจะหายไป แต่ร่างในโลกจริงก็ยังอยู่ และที่ไม่ปรากฏตัวให้เร็วกว่านี้ก็เพราะอยากรอให้ อากิระ ได้รับการปล่อยตัวก่อนนั่นเอง

 

 Persona 5 Story (103)

ในวันที่ 19 มีนาคม คือวันสุดท้ายที่ อากิระ จะได้ใช้ชีวิตในโตเกียว อากิระ ไปบอกลามิตรสหายทุกคนที่เขารู้จักก่อนจะต้องกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น และในเช้าวันถัดมา อากิระ ก็บอกลาโซจิโร่ทำเอาโซจิโร่เองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และเมื่อ อากิระ เดินออกมาที่ถนนใหญ่ก็ได้พบกับพรรคพวกอดีตPhantom Thieves ของเขาที่รอคอยอยู่ พวกเขาตัดสินใจกันว่าจะขับรถตู้พา อากิระ ไปส่งถึงบ้านกันทุกคน

 

Persona 5 Story (104)

รถได้แล่นบนทางหลวงมาจนมาถึงถนนเส้นเลียบทะเล ที่แสงแดดกระทบกับผิวน้ำเป็นประกาย อากิระ ได้มองไปที่บ้านเกิดของตัวเองแล้วยิ้มออกมาก่อนจะเปิดหลังคาเพื่อโผล่หน้าออกไปรับลมและแสงแดดในสถานที่อันคุ้นเคย ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาในโตเกียวของ อากิระ เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดเพราะมันคุ้มค่ากับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป จากนี้อนาคตของเขาจะกลับมาสดใสอีกครั้งจากเรื่องที่เลวร้ายที่เกิดในอดีตของเขามันได้จบลงไปแล้ว การเริ่มชีวิตใหม่ของเขาก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวันที่ที่สุดในชีวิตของเขา

 

อวสาน—

 

——————————–

 

 

Characters

อากิระ คุรุซุ  (พากษ์โดย : Jun Fukuyama)

Persona_01

อากิระ คุรุซุ  ตัวละครเอกของภาคนี้  นักเรียนมัธยมปลาย ปี 2 อายุ 16 ปี เขาได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมปลายชูจิน  ช่วงฤดูใบไม้ผลิและพักอาศัยอยู่คอฟฟี่ ช็อปแห่งหนึ่ง… ที่รู้จากกับทางครอบครัวของเขา  แต่จู่ๆ ในคืนหนึ่งตัวเขาพบว่าตัวเองถูก “จองจำกักขัง” อยู่ในคุกของสถานที่แห่งหนึ่งที่เหมือนวัง  ในโลกต่างมิติ  ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นภาพที่เกิดจากความฝัน  มันสร้างความรู้สึกประหลาด  และมันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเขาเพียงคนเดียว  เพื่อต้องการหาคำตอบที่เกิดขึ้น ตัวเขากับเพื่อนๆ จึงได้รวมตัวกันเพื่อออกค้นหาจริง  โดยการรวมกลุ่มเป็น Phantom Thieves  “จอมโจรปิศาจแห่งจิตใจ”

อาวุธประจำตัวคือ มีดสั้น (ระยะประชิด), ปืนพก (ระยะไกล)

อาร์คาน่าประจำตัวคือ The Fool

 

ริวจิ ซาคาโมโต้  (พากษ์โดย : Mamoru Miyano)

Ryuji Sakamoto (坂本 竜司)

Persona_02

เด็กหนุ่มหัวทอง  เขาเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ปี 2 อายุ 16 ปี  แม้จะมีนิสัยเหมือนเด็กเกเรดูมีปัญหา  คอยสร้างเรื่องชวนปวดหัวให้กับที่บ้านและโรงเรียน  แต่ตัวเขาก็เป็นเพื่อนสนิทคนแรกของตัวเอก  ตัวเขาได้เข้าร่วมสมาชิก Phantom Thieves   เพื่อออกค้นหาความจริงร่วมกัน

อาวุธประจำตัวคือ กระบอง (ระยะประชิด), ปืนลูกซอง (ระยะไกล)

 

แอน ทาคามากิ (พากษ์โดย : Nana Mizuki)

 Ann Takamaki(高巻 杏 =たかまき あん)

Persona_03

เด็กสาวผมบลอนด์ทวินเทล  เธอเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ปี 2 อายุ 16 ปี  เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน  เธอมีนิสัยเก็บตัวและเข้ากับผู้คนรอบข้างได้ยาก  ถึงกระนั้นตัวเธอก็สามารถเข้ากับกลุ่มตัวเอกได้  ในฐานะหนึ่งในสมาชิก Phantom Thieves  

อาวุธประจำตัวคือ แส้ (ระยะประชิด), ปืนกลเบา (ระยะไกล)

 

 

มอร์กาน่า (พากษ์โดย :Ikue Otani)

Morgana(モルガナ)

Persona_05

แมวประหลาดเพศเมีย (?) ที่พวกตัวเอกได้ช่วยเหลือออกมาจากคุกในวังต่างมิติ  สามารถพูดในภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้  เธอมีเป้าหมายบางอย่างที่ต้องการเข้าไปสำรวจในวังต่างมิติ  จึงได้เข้าร่วมในฐานะหนึ่งในสมาชิกจอมโจรปิศาจแห่งจิตใจ  เพื่อออกค้นหาความจริงร่วมกัน

อาวุธประจำตัวคือ ดาบ (ระยะประชิด), หนังสติ๊ก (ระยะไกล)

 

 

ยูซุเกะ คิตางาว่า (พากษ์โดย : Tomokazu Sugita)

Kitagawa Yūsuke(喜多川 祐介)

Persona_04

เด็กหนุ่มรูปร่างสำอาง  เขาเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ปี 2 อายุ 16 ปี  ตัวเขาเป็นนักเรียนทุนของโรงเรียนมัธยมปลายโควไซ  มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ  ตัวเขาอาศัยอยู่กับ “มาราดาเมะ” จิตรกรชื่อดัง  ในวัยเด็กเขาสูญเสียผู้เป็นแม่  ทำให้ตัวเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ค่อนข้างจะอ่อนไหว  ทั้งยังเป็นหนึ่งในสมาชิกPhantom Thieves 

 

 

มาโกโตะ  นิจิม่า (พากย์โดย : Rina Sato)

Makoto Niijima (新島 真)

 

Persona_06

 

สาวผมสั้น  นักเรียนปีสามของโรงเรียนมัธยมปลายชูจิน  เธอมีนิสัยเป็นคนที่สงบเสงี่ยม  มีความประพฤติดี  เป็นนักเรียนดีเด่นที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองอย่างสูง  แต่กระนั้นเธอก็มีความห่างเหินต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนอื่น  ที่ไม่ค่อยชอบจะสุงสิงกับใคร  จนกระทั่งเธอได้ไปพบกับเหตุการณ์ประหลาดในเมือง  และการตื่นขึ้นของพลังเพอร์โซน่าในตัวเอง  

 

 

ฟูตาบะ  ซากุระ  (พากย์โดย : Aoi Yuki)

Sakura Futaba (佐倉 双葉)

 

Persona_07

 

สาวแว่นที่เป็นนักโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถในการสืบค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจในอินเตอร์เน็ต  จนกระทั่งได้ไปสืบค้นเรื่องราวอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในเมือง  จนกลายเป็นว่าตัวเธอได้ไปพัวพันเสียเองด้วย  และได้พบกับพวกตัวเอกในเรื่อง  รวมถึงการตื่นขึ้นของพลังเพอร์โซน่าในตัวเอง

 

 

ฮารุ  โอคุมุระ  (พากย์โดย : Haruka Tomatsu)

Okumura Haru (奥村 春)

 

Persona_08

 

สาวผมสั้นหยักโสก  นักเรียนปีสามของโรงเรียนมัธยมปลายชูจิน  เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง   ฐานะทางบ้านที่ดีพร้อม  ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่ต่างจากคุณหนูสักเท่าไหร่  แต่เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการเลี้ยงดู  ทำให้เธอค่อนข้างที่จะห่างเหินจากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ นอกเหนือจากคนในครอบครัว  ใคร  จนกระทั่งเธอได้ไปพบกับเหตุการณ์ประหลาดในเมือง  และการตื่นขึ้นของพลังเพอร์โซน่าในตัวเอง  

 

 

อิกอร์ (พากย์โดย : Masane Tsukayama)

Igor (イゴール)

Persona_09

 

ชายชราที่เป็นตัวละครประจำในเกมเพอร์โซน่าตั้งแต่ภาคที่ 3 ที่เป็นคนดูแลคุกในปราสาทโลกต่างมิติ  เขามีอีกชื่อหนึ่งว่า “อิเซไก นาวี่” (Isekai Navi)

 

 

คาโรไลน์ และ จัสติน (พากย์โดย : Aki Toyosaki)

Caroline and Justine (カロリーヌ &ジュスティーヌ)

 

Persona_10

 

เด็กแฝดที่เป็นผู้คุมนักโทษ  ทั้งยังเป็นยามรักษาการณ์ดูแลห้องรังไหมในปราสาทโลกต่างมิติ  ถึงจะดูเหมือนกันแต่ก็มีนิสัยที่ต่างกันมาก  คาโรไลน์ออกจะเป็นเด็กผู้หญิงที่แก่นๆ ส่วนจัสตินเด็กผู้หญิงที่นิ่งเงียบ

 

 

 

Persona

ในภาคนี้จะเป็นการนำเอาตัวละครที่เป็นจอมโจรที่มีชื่อเสียงจากบุคคลและวรรณกรรมต่างๆ ทั่วโลกมาเป็นต้นแบบ

**เกร็ดเล็กน้อย  เพอร์โซน่าในภาษาญี่ปุ่นจะเท่ากับคำว่า “ฮิโตะ” (人) ที่มีความหมายว่า “คน”

Presona (17)

อาร์เซ็น (Arsene)

เพอร์โซน่าประจำตัวของตัวละครหลัก  มีต้นแบบมาจาก “อาร์เซ็น ลูแปง” (Arsène Lupin) จอมโจรสุภาพบุรุษผู้เลื่องลือจากนวนิยายของ “มอริซ เลอบลัง” (Maurice Leblanc) นักเขียนชาวฝรั่งเศส

Presona (18)

กัปตันคิดด์(Captain Kidd)

เพอร์โซน่าประจำตัวของริวจิ  มีต้นแบบมาจาก “วิลเลี่ยม คิดด์” (WilliamKidd) โจรสลัดที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 17 ผู้ครอบครองขุมสมบัติ  อันเป็นที่หมายตาของนักล่าสมบัติทั่วโลก 

 

Presona (19)

คาร์เมน(Carmen)

เพอร์โซน่าประจำตัวของแอน  มีต้นแบบมาจาก “คาร์เมน” (Carmen) หญิงสาวชาวยิปซี ตัวละครในนวนิยายของ “พรอสเปอร์ เมอริมี่” (Prosper Mérimée) นักเขียนชาวฝรั่งเศส  เป็นตัวละครที่ถูกใช้ในการแสดงโอเปร่า ผู้ใช้เสน่ห์จากความงามของตัวเอง  ล่อลวงให้บุรุษหลงใหล  ก่อนที่จะทำการชิงทรัพย์แล้วจากไป

Presona (20)

ซอร์โร (Zorro)

เพอร์โซน่าประจำตัวของมอร์กาน่า  มีต้นแบบมาจาก “ซอร์โร” (Zorro) ตัวละครจากนวนิยายของ “โจนส์ตัน แม็คคูลเลย์” (Johnston McCulley) โดยชื่อจริงของซอร์โรคือ “ดอน ดิเอโก้ เด ลา เวก้า”(Don Diego de la Vega) ขุนนางแห่งแคลิฟอร์นิโอ้ (Californio) เชื้อสายชาวสเปน  สุภาพบุรุษจอมโจรผู้สวมหน้ากาก  ที่คอยปกป้องชาวเมืองผู้บริสุทธิ์จากเจ้าหน้าที่และพวกขุนนางเผด็จการที่คอยเอารัดเอาเปรียบ

Presona (21)

โกเอม่อน (Goemon)

เพอร์โซน่าประจำตัวของยูซุเกะ  มีต้นแบบมาจาก “อิชิคาว่า โกเอม่อน” (Goemon Ishikawa =石川五右衛門) จอมโจรชื่อดังชาวญี่ปุ่น ออกปล้นสะดมคนรวยเพื่อช่วยเหลือคนจน  และเป็นผู้ที่ทำการลอบสังหาร “ฮิเดโยชิ โทโยโทมิ” (Toyotomi Hideyoshi = 豊臣 秀吉) จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นผู้รวบรวมแผ่นดิน  แต่โกเอมอนทำไม่สำเร็จ… จึงถูกสังหารโดยการต้มในน้ำเดือดจนตายพร้อมกับบุตรชาย เป็นตัวละครที่มักจะถูกนำมาเล่นในการแสดงละครคาบุกิ

 

 

โจแอนนา (Joanna)

 

Persona_11

เพอร์โซน่าประจำตัวของมาโกโตะ  ที่มีรูปร่างเหมือนกับมอเตอร์ไซด์  มีต้นแบบมาจาก “โป๊ป โจแอน” (Pope Joan) ที่ตำนานกล่าวว่าเป็นหญิงคนแรกที่สมเด็จพระสันตะปาปาของคริสตจักรในยุโรป  ช่วงยุคกลาง

 

 

เนโครไมคอน (Necromicon)

 

Persona_12

 

เพอร์โซน่าประจำตัวของฟูตาบะ  ที่มีรูปร่างเหมือนกับจานบิน  มีต้นแบบมาจาก “เนโครโนไมคอน” (Necronomicon) ตำราเวทย์สมมุติที่ปรากฏในงานประพันธ์ชุดตำนานคธูลูของเอช. พี. เลิฟคราฟท์และถูกหยิบยืมไปอ้างถึงโดยนักประพันธ์อื่นๆ โดยปรากฏครั้งแรกในเรื่องสั้น The Hound (ข้อมูลจาก : วิกิไทย)

 

 

มิเลดี้ (Milady)

 

Persona_13

 

เพอร์โซน่าประจำตัวของฮารุ  ที่รูปร่างเป็นหญิงในชุดแต่งกายของชนชั้นสูง  ซึ่งในชุดกระโปรงของเธอซ่อนอาวุธลับเอาไว้  มีต้นแบบมาจาก “มิเลดี้เดอ วินเทอร์” (Milady de Winter) ตัวละครจากในนวนิยายเรื่อง The Three Musketeers

 

บทความโดย Parii Charisma

 

 

 

 

Trailer