Ogre King Episode Zero : Shadow of The Knight [Chapter 1]
16 กุมภาพันธ์ 2560 12:00 น.
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+

Ogre King EP0 Novel Title - CP1

Ogre King Episode Zero : Shadow of The Knight [Chapter 1]

เรื่อง : อรุณทิวา

ภาพประกอบ : มนตรี คุ้มเรือน

*** อัพเดทตอนใหม่ทุกวันพุธ ***

 

Chapter 1 การตายของขุนเดชา

 

ในบันทึกสมัยโบราณของนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้จารึกเอาไว้ว่าบนโลกนี้มี ‘ยักษ์’ อาศัยอยู่มานานนับหมื่นปีแล้ว ในบันทึกนั้นไม่ได้บอกเล่าถึงการกำเนิดของเผ่าพันธุ์ยักษ์และไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมพวกยักษ์ถึงต้องกินมนุษย์เป็นอาหาร

 

 

บางทีการกินมนุษย์อาจเป็นสัญชาติญาณและหน้าที่โดยกำเนิดของพวกยักษ์

 

ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง

 

หน้าที่ของพวกเรา ‘ไอยราห้าเศียร’ ก็คือการกำจัดยักษ์เหล่านั้นไม่ให้พวกมันเหิมเกริมและเข่นฆ่ามนุษย์เพิ่มมากขึ้นไปอีก

 

เรา…คือหน่วยงานที่จะหยุดพวกมัน

 

คำพูดของขุนเดชา หัวหน้ากองรบที่ 3 แห่งหน่วยไอยราห้าเศียร ผุดขึ้นมาในความฝันของข้า

 

ใบหน้าของท่าน ไม่สิ…ต้องบอกว่าอวัยวะเหนือลำคอขึ้นไปของท่านมันหลุดเข้าไปอยู่ในปากของยักษ์ตนนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เลือดสีแดงเข้มสาดกระเซ็นไปทั่ว ข้าร้องตะโกนดังลั่นฟังไม่ได้ศัพย์ มือขวากำดาบอาบเวทย์มนต์แน่นพลางพุ่งกระโจนเข้าหายักษ์ตนนั้น แม้มันจะถูกโซ่ตรวนพันธนาการแขนขาเอาไว้ แต่ปากของมันยังใช้งานได้ดีอยู่

 

ขุนเดชายืนอยู่ใกล้มันพอดี มันฉวยโอกาสตอนที่ท่านเผลอ อ้าปากกลืนกินหัวของท่านไปในคำเดียว

 

“ท่านสิน อย่าเข้าไปเจ้าค่ะ!” วาตะ ลูกน้องข้าตะโกนห้ามจากด้านหลัง แต่ไม่ทันแล้วดาบอันคมกริบของข้ากำลังพุ่งทะยานเข้าสู่คอหอยของมัน ทันใดนั้นก็เหมือนร่างถูกปะทะด้วยกำแพงปูนอันหนาทึบ ตัวข้ากระเด็นลอยออกไปทางด้านซ้ายของเจ้ายักษ์ตนนั้น อีกแค่นิดเดียวดาบของข้าก็จะเสียบเข้าที่ลำคอของมันอยู่แล้ว

 

สิ่งที่เข้าปะทะข้าเมื่อครู่คือ ‘เวทย์วาโย’ พลังแห่งสายลมที่ผลักข้าให้ลอยห่างออกมา ผู้ที่ร่ายเวทย์ใส่ข้าไม่ใช่ศัตรูที่ไหนแต่เป็นนักรบไอยราห้าเศียรเหมือนกัน พวกเขาทั้งห้าคนวิ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุพร้อมเปิดสาส์นคำสั่งให้พวกข้าดูก่อนที่พวกข้าจะทำอะไรเกินขอบเขตที่ ‘พวกเขา’ จะควบคุมได้

 

“มีคำสั่งจากท่านอำมาตย์สมิงดำให้จับเป็นยักษ์ตนนี้กลับไปขังไว้ที่หอคอยร้อยแปดอสูร”

 

ผู้ชายรูปร่างผอม ผมสีเทาเข้ม ถือสาส์นยืนอยู่ข้างหน้าคนอื่นๆ ตะโกนบอกข้อความให้พวกข้าได้ยิน

 

“จับเป็น!” ข้าลั่น “เจ้ายักษ์ตนนี้เพิ่งฆ่าท่านขุนเดชาไปต่อหน้าต่อตายังจะจับเป็นมันกลับไปอีกรึ? ยังไงโทษของมันก็ไม่พ้นการประหารชีวิตอยู่แล้ว”

 

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่รองหัวหน้ากองรบอย่างท่านจะเป็นผู้ตัดสินใจขอรับ” ชายผมสีเทาเข้มกล่าวกับข้าด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าและรู้ดีว่าข้าไม่สามารถขัดอะไรได้

 

“รองหัวหน้าเป็นอะไรไหมเจ้าคะ?” เมฆา ลูกน้องอีกคนของข้าที่มาด้วยกันช่วยพยุงข้าลุกขึ้น จากนั้นวาตะก็เดินเข้ามาด้านหลัง

 

“ข้าว่าอย่าไปขัดขวางคำสั่งของอำมาตย์สมิงดำดีกว่าเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่ารองหัวหน้าเจ็บใจและอยากฆ่าเจ้ายักษ์ตนนี้มากแค่ไหน ข้าเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากรองหัวหน้า แต่…การขัดใจคนๆ นั้น ก็เท่ากับทำผิดกฏระเบียบของไอยราห้าเศียรนะเจ้าคะ เชื่อข้าเถอะ ข้ารู้จักคนๆ นั้นดี…ขืนมีเรื่องด้วย จบไม่สวยแน่ๆ”

 

วาตะมองตาข้าพร้อมส่ายหน้าเบาๆ เหมือนส่งสัญญาณบอกข้าว่า

 

‘อย่าวู่วาม’

 

สักพักเจ้าหน้าที่ของไอยราห้าเศียรอีกราวๆ 10 คนก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุในหมู่บ้านไร้ชื่อแห่งนี้ พวกเขาพากันขนย้ายยักษ์และศพของขุนเดชากลับไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือเหาะขนาดใหญ่ของหน่วยไอยราห้าเศียร

 

ข้า วาตะและเมฆาได้แต่มองตามหลังพวกเขาไป ไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากยืนนิ่งและงงงวยกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ลูกน้องทั้งสองมองดูข้าด้วยแววตาเป็นห่วง พวกเขารู้ดีว่านิสัยข้าเป็นคนตรงไปตรงมา ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่า ‘มันผิดปกติ’

 

“พวกเจ้าสองคนได้ยินใช่ไหมว่าตอนที่ข้ากำลังจะเข้าไปปลิดชีวิตยักษ์ตนนั้น ท่านขุนเดชาก็กระโดดเข้ามาขวางข้าเอาไว้แล้วบอกว่าจะจับมันกลับไปรับโทษที่เมืองหลวง”

 

“เจ้าค่ะ” วาตะพยักหน้า

 

“แต่พวกเรารู้ดีว่ายักษ์ตนนี้ฆ่าผู้คนในกรุงศรีอยุธยาไปมากกว่า 30 คน แนวทางปฏิบัติของหน่วยเรานั่นคือจับตายได้ทันที”

 

“เจ้าค่ะ”

 

“หลังจากนั้นท่านหัวหน้าก็…ถูกมันกิน” เมฆาเสริมให้ภาพความคิดของข้าชัดเจนขึ้น

 

“มันมีบางอย่างที่ข้าไม่เข้าใจ”

 

“อะไรรึเจ้าคะ?”

 

“ทำไมถึงอยากพาเจ้ายักษ์ตนนี้กลับไปเมืองหลวงนักและทำไมท่านอำมาตย์สมิงดำถึงออกคำสั่งโดยตรงในเรื่องนี้…”

 

 

ความร้อนและฝันร้ายทำให้ข้าลืมตาตื่นขึ้น เช้านี้มีเรื่องสำคัญที่ข้าจะต้องทำ นั่นคือการเข้าไปให้ปากคำในคดีการเสียชีวิตในหน้าที่ของขุนเดชา เหตุการณ์นั้นผ่านมาได้ 3 วันแล้ว ข้าลืมตามองเหม่อไปยังเพดานห้อง แวบหนึ่งลวดลายไม้ที่ข้าเห็นเป็นเส้นโค้งไร้รูปร่างกลับแปรสถาพเป็นรูปหน้ายักษ์ ชั่วขณะหนึ่งมันก็เปลี่ยนไปเป็นรูปขุนเดชา ‘ตอนไม่มีหัว’ ข้าตกใจกับภาพนั้นจนกระทั่งกระพริบตาอีกครั้งหนึ่งภาพลวงตาทั้งหมดจึงได้หายวับไป

 

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ข้าเดินลงมาจากห้องข้าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้าน เห็นแม่กำลังยกสำรับข้าวมาวางที่โต๊ะกินข้าวซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางเรือนใหญ่พอดี

 

“มากินข้าวก่อนลูก เดี๋ยวค่อยเข้าไปที่หน่วย”

 

แม่หันมากวักมือเรียกข้า คนใช้ผู้หญิงอีกสองคนช่วยกันยกกับข้าวและผลไม้สามสี่อย่างมาวางที่โต๊ะจนเต็ม ดูเหมือนว่าอาหารบนโต๊ะจะมีปริมาณเยอะเกินไปสำหรับคนสองคน

 

“พ่อกลับมาแล้วรึจ้ะ?” ข้าเดินเข้าไปหาแม่ที่โต๊ะกินข้าว

 

“จ้ะ กลับมาแล้ว นี่ก็ตื่นตั้งแต่ตีห้าไปที่เรือนเพาะชำด้านหลังโน่น คงไปปลูกต้นไม้อีกตามเคย ไม่รู้จะอะไรกับมันนักหนา กลับมาบ้านทีไรถามถึงต้นไม้ก่อนถามถึงเมียซะอีก”

 

“ก็พ่อเขารักของเขา”

 

“รักเริกอะไรกัน ทีเมียล่ะไม่เคยสนใจ ซักวันจะไล่ให้ไปนอนกับต้นไม้ให้หายคิดถึง!”

 

เวลาได้ยินแม่บ่นพ่อทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ ข้ารู้ดีว่าแม่ก็งอนพ่อจนเป็นเรื่องปกติ งอนได้เกือบทุกเรื่อง ส่วนพ่อก็ทำเฉยเมยกับแม่เป็นเรื่องปกติเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะไม่รัก พ่อดูแลแม่เป็นอย่างดีมาตลอดหลายสิบปีที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน แต่ด้วยความที่พ่อเป็นชายชาติทหาร มียศถึงขั้นเจ้าพระยา พ่อเป็นผู้นำของเหล่านักรบกรุงศรีอยุธยาที่กรำศึกมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ ภายนอกจึงดูเป็นผู้ชายที่ดุดัน น่าเกรงขาม แม้ไม่ถึงขั้นคิ้วขมวดตลอดเวลาแต่พ่อก็ไม่ค่อยยิ้ม พูดน้อยและไม่เคยแสดงออกถึงความอ่อนแอให้ใครเห็น

 

ข้ารู้ดีว่าคนที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของพ่อดีที่สุดก็คือแม่ แม้พ่อจะมีนิสัยแบบนี้แต่แม่ก็ยังไม่เคยทิ้งพ่อไปไหนและใส่ใจดูแลพ่อเป็นอย่างดีมาตลอดตั้งแต่ข้าจำความได้

 

หลายครั้งถ้าแม่งอนจนไม่ยอมพูดยอมจา พ่อก็จะรู้ตัวและเข้ามาง้อเอง ข้าไม่เคยเห็นตอนที่พ่อง้อแม่หรอก แต่ใช้วิธีดูจากสีหน้าของแม่เอา ถ้าวันรุ่งขึ้นรอยยิ้มใจดีของแม่ปรากฏเหมือนเดิมเมื่อไร นั่นแสดงว่าพ่อง้อแม่สำเร็จแล้ว

 

“วันนี้จะต้องเข้าไปคุยเรื่องการเสียชีวิตของท่านขุนเดชาสินะ” แม่ถามข้าระหว่างที่เราทั้งสองกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน ข้าพยักหน้าตอบ

 

“ลูกคงจะพูดความจริงที่เห็นมาทั้งหมด”

 

“จ้ะ คิดว่าอย่างนั้น”

 

“ดีแล้วล่ะ แม่ว่า…คนเราควรซื่อสัตย์กับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก”

 

ข้าไม่พูดอะไรต่อ นั่งกินข้าวต่อไปเงียบๆ แต่ในใจข้ามันเหมือนมีเปลวไฟอันร้อนระอุลุกโชนอยู่ตรงกลาง ในห้วงความคิดมีแต่เหตุการณ์เดิมในวันนั้นฉายภาพซ้ำไปซ้ำมา

 

“ถ้าตอนนั้นข้าไม่ยอมฟังคำสั่งของท่านขุนเดชาแล้วจัดการฆ่าเจ้ายักษ์ตนนั้นซะ ท่านขุนเดชาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”

 

นี่คือคำถามที่ข้าถามกับตัวเองตลอดหลายวันที่ผ่านมา คิดแล้วก็เจ็บใจเผลอกำหมัดแน่นโดยที่ไม่รู้ตัวจนแม่ต้องเอามือมาวางบนมือข้าเพื่อให้สงบลง

 

“ใครจะไปรู้ล่ะ เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้วก็ให้มันแล้วไป อย่าไปคิดมากเลย แม่ว่าสิ่งสำคัญคือจากนี้ไปลูกคิดอะไรและลูกจะทำอะไรต่อไปต่างหาก” แม่มองข้าด้วยแววตาที่ดูก็รู้ว่าห่วงใย

 

“แม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็กย่อมรู้ดีว่าลูกแม่เป็นคนยังไง ลูกนิสัยเหมือนพ่อไม่มีผิด พ่อลูกเค้าเป็นคนเถรตรง แถมยังจริงจังกับหน้าที่จนบางทีก็เผลอทำให้คนรอบข้างรู้สึกหวาดกลัวไปด้วย”

 

“คนที่ติดตามพ่อทุกคนกลัวพ่อเรอะจ้ะ?”

 

“ไม่ใช่แบบนั้น คนที่ไม่รู้จักนิสัยพ่อของลูกจริงๆ เค้าเห็นเค้าก็จะกลัว แต่พวกลูกน้องหรือคนอื่นๆที่ติดตามพ่อน่ะเค้าเกรง คำว่า ‘กลัว’ กับ ‘เกรง’ มันไม่เหมือนกัน”

 

คราวนี้แม่มองหน้าข้าด้วยแววตาดุคมกว่าที่แม่เคยเป็น

 

“คำว่าเกรงนั้นแฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกเคารพและเชื่อใจ…”

 

“แล้วข้าควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะจ้ะแม่?”

 

“แม่ว่า…ลูกก็เป็นตัวของตัวเองแบบที่ลูกเป็นนั่นแหละ เพียงแต่ลูกก็ต้องฉลาดพอและรู้จักเอาตัวรอดในไอยราห้าเศียรให้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน”

 

ในเวลานี้ข้าอยากฟังความเห็นของพ่อมากที่สุด ข้าเชื่อว่าท่านมีประสบการณ์มากพอที่จะให้คำแนะนำดีๆกับข้าได้ แต่ใจหนึ่งข้าก็รู้ดีว่าถึงถามพ่อไป พ่อก็คงตอบกลับมาว่า ‘ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อย่ามาถาม’ เหมือนเดิม จะว่าไปข้าเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าพ่อเคยช่วยอะไรข้าบ้างตั้งแต่ที่ข้าเข้ามาทำงานที่หน่วยไอยราห้าเศียร

 

ข้ายังจำได้ดี หลายปีก่อน วันที่ข้าเดินเข้าไปหาท่านแล้วบอกว่าสอบเข้าหน่วยไอยราห้าเศียรได้สำเร็จแล้ว คำพูดที่ท่านบอกข้าระหว่างที่ท่านกำลังปลูกต้นไม้แสนรักอยู่นั้นก็เป็นแค่ประโยคสั้นๆ ว่า “ก็ดี…”

 

“รองหัวหน้า! เป็นยังไงบ้างเจ้าคะ?” เสียงตะโกนของวาตะที่นั่งรออยู่ด้านหน้าห้องสืบสวนภายในศูนย์บัญชาการหน่วยไอยราห้าเศียรดังลั่นจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องหันมามอง

 

“วาตะ เบาๆ” เมฆาที่อยู่ข้างๆเอ็ด

 

ข้าเดินเข้าไปหาทั้งสองคนที่คงมาคอยอยู่ตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว การสอบสวนวันนี้ดูเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ตลอดชั่วโมง ไม่มีอะไรมากไปกว่าการซักถามเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาว่าท่านขุนเดชาตายยังไง ให้เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นและถามถึงเหตุผลที่ข้าตั้งใจจะฆ่ายักษ์ตนนั้น ไปๆ มาๆ ในตอนท้ายกลับกลายเป็นว่าข้าเข้าไปขวางการจับกุมยักษ์ของท่านขุนเดชา ถือเป็นการขัดคำสั่งหัวหน้ากองรบไปซะอย่างนั้น

 

“สรุปว่า…” วาตะจ้องข้าเขม็งคล้ายจะเค้นคำตอบออกมาให้ได้ไวที่สุด

 

“ข้าถูกพักงาน 2 ปี ไม่มีเงินเดือนให้และห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหน่วยไอยราห้าเศียรระหว่างที่ถูกพักงานเป็นอันขาด”

 

“หา!”

 

คราวนี้ทั้งวาตะและเมฆาตะโกนขึ้นพร้อมกัน คนหันมามองมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อใม่ให้พวกเราต้องกลายเป็นเป้าสายตาจากคนในหน่วยมากไปกว่านี้ ข้าเลยชวนให้ออกไปคุยกันข้างนอก

 

เราทั้ง 3 คนเดินออกมาหลบอยู่ใต้เงารูปปั้นช้างห้าเศียรขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ด้านหน้าศูนย์บัญชาการใหญ่ มือของข้าสัมผัสไปที่เท้าหน้าของช้างที่มีสีดำเข้ม ความเย็นของหินยังคงมีอยู่แม้ว่าแดดอันแรงกล้าของดวงอาทิตย์จะแผ่กระจายออกมามากเพียงใดก็ตาม

 

ข้ายังจำวันแรกที่ข้าเห็นรูปปั้นช้างห้าเศียรได้ดี ตอนนั้นข้ายังเล็กๆ พ่อพาข้ามาที่นี่ในระหว่างที่ท่านเข้าไปคุยธุระกับเพื่อนข้าราชการในหน่วย ข้าได้แต่ยืนจ้องมองความยิ่งใหญ่ของรูปปั้นช้างและแอบสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสัญลักษณ์ของหน่วยงานแห่งนี้จึงต้องเป็นช้างที่มี 5 หัว

 

“ก็เพราะหน่วยไอยราห้าเศียรก่อตั้งขึ้นโดยจตุรงคบาท 5 คนยังไงล่ะ จตุรงคบาทคือนักรบที่คอยคุ้มครองเท้าช้างทรงของพระมหากษัตริย์ยามออกศึก”

 

พ่อเล่าให้ข้าฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉยระหว่างที่เรากำลังขี่ม้าเดินทางกลับบ้าน

 

“ข้านึกว่าจตุรงคบาทจะมีแค่ 4 คนซะอีก จตุแปลว่า 4 ไม่ใช่รึพ่อ ช้างก็มีแค่ 4 ขา”

 

“ช้างทรงสมัยนั้นอาจจะมี 5 ขาก็ได้”

 

“คงเดินลำบากน่าดู…”

 

พ่อข้ามักจะทำให้เรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ เข้าใจยากขึ้นไปอีก จนบางทีข้าก็รู้สึกว่าพ่อรู้คำตอบแต่ไม่ยอมบอกข้าหรือไม่ก็แค่อยากให้ข้าไปหาคำตอบเอาเองมากกว่าที่จะมาถามจากพ่อทั้งหมด นั่นคือเรื่องราวในสมัยที่ข้ายังเป็นเด็กและยังพอจำได้

 

“พวกเจ้ารู้รึเปล่าว่าทำไมสัญลักษณ์ช้างไอยราของหน่วยเราถึงต้องมี 5 หัว?” ข้าหันไปถามวาตะกับเมฆา ทั้งสองคนส่ายหน้า ข้าแอบขำ บางทีพวกเราอาจจะกำลังสงสัยในเรื่องที่มันไม่จำเป็นจะต้องรู้อยู่ก็ได้

 

“เหมือนพ่อข้าเคยบอกว่าความลับของหน่วยไอยราห้าเศียรมีอยู่มากมาย คนที่รู้ก็มีเจ้าค่ะ แต่ส่วนใหญ่แก่ตายไปหมดแล้ว อืม…ยังไงซะ ข้าว่ามันก็ต้องมีการเล่าตกทอดมาถึงหัวหน้ากองรบรุ่นใหม่ๆ บ้างล่ะน่า ว่าแต่รองหัวหน้าถามเรื่องนี้ทำไมรึเจ้าคะ?”

 

วาตะทำหน้าสงสัย

 

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นรูปปั้นแล้วก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ อาจเป็นเพราะข้าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกตั้ง 2 ปีก็ได้มั้ง อารมณ์ของคนที่กำลังจากลา…ประมาณนั้น”

 

“ข้าว่าการลงโทษรองหัวหน้าแบบนี้ มันเป็นการหา ‘แพะ’ ให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับขุนเดชาชัดๆ”

 

“ช่วยไม่ได้นี่นาเมฆา ก็การหาแพะมันง่ายกว่าหาคนทำผิดตัวจริง ที่สำคัญมันเป็นงานที่หน่วยราชการบ้านเราถนัดที่สุดเสียด้วย จริงไหม?” ข้าล้อ

 

“เจ้าคนที่นำสาส์นเข้ามาในวันนั้นกับพรรคพวก พวกเขาก็เห็นกับตาว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วนี่อะไร ไปๆ มาๆ กลายเป็นรองหัวหน้าคนเดียวที่ต้องถูกพักงาน 2 ปี มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย…ว่าแต่” วาตะมองหน้าข้า “เป็นแบบนี้แล้วรองหัวหน้าจะทำยังไงต่อไปเจ้าคะ มีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกนะเจ้าคะ ข้ายินดีช่วยเต็มที่”

 

“ขอบใจนะวาตะ แต่ข้าไม่มีอะไรให้เจ้าช่วยหรอก ข้าแค่ถูกพักงาน ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย เรื่องเงินรึ นั่นก็…”

 

ข้านึกไปถึงที่ดิน เรือกสวนไร่นามากมายที่พ่อข้าครอบครองอยู่และแม่บ้านใจดีขี้งอนคนหนึ่งที่มีหน้าที่เรียกลูกชายตัวเองมากินข้าวทุกวัน วันละ 3 เวลาอยู่เสมอ

 

“เรื่องเงิน ต่อให้ไม่มีเงิน ข้าก็คิดว่าตัวเองคงไม่อดตาย…จะว่าไปแล้วมันก็ถือเป็นเรื่องดีที่ข้าจะได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง ที่สำคัญข้าตั้งใจว่าจะออกเดินทางเพื่อฝึกฝนตัวเอง”

 

“ฝึกฝนตัวเอง?” เมฆาดูสงสัยจนข้ารู้สึกว่าควรจะอธิบาย

 

“ใช่ ฝีมือข้ามันยังอ่อนหัดเกินไป ข้าเป็นถึงรองหัวหน้ากองรบแต่ก็ยังขาดการตัดสินใจที่เฉียบขาด ขาดความกล้าหาญในการเอาชนะความกลัวของตัวเอง ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือข้าเกือบทำให้ลูกน้องอย่างพวกเจ้าทั้งสองคนต้องมาเดือดร้อนไปด้วย”

 

“เดี๋ยวนะเจ้าคะ อะไรคือการที่พวกเราจะต้องแย่ไปด้วย?”

 

วาตะถามด้วยความสงสัย “อย่าบอกนะว่าในการสอบสวนในห้องนั้น พวกเขาจะเอาผิดข้ากับเมฆาด้วยเหมือนกัน!”

 

“อือ…”

 

“แล้วทำไม?”

 

เมฆาที่ยืนนิ่งเงียบมานาน “รองหัวหน้ารับผิดแทนพวกเรา”

 

“อะไรนะ! …ทำไม?” วาตะตะโกน

 

“ก็พวกเจ้าไม่ผิดและไม่สมควรได้รับโทษ เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมาก อีกอย่างการที่พวกเขาจะมาพักงานพวกเจ้าคนละครึ่งปี ก็กลายเป็นว่าต้องพักงานเจ้าหน้าที่ถึง 3 คน ข้าเลยเสนอพวกเขาไปว่า ให้ข้าพักงานคนเดียวไปเลยดีกว่า เอาเวลาพักงานของพวกเจ้ามารวมไว้ที่ข้าทั้งหมด ข้าว่าแบบนี้ก็สมเหตุสมผลดี”

 

“มันสมเหตุสมผลตรงไหนกันเจ้าคะ! รองหัวหน้าทำไมถึงทำแบบนี้” วาตะโวยวายตามนิสัยเดิมของเธอ

 

“เฮ้อ…แบบนี้ก็มีด้วยรึเจ้าคะ?” เมฆาบ่น

 

“พอๆ ข้าไม่คุยแล้ว ข้าเหนื่อย อยากกลับบ้านไปพักผ่อน เอาเป็นว่ากำหนดการพักงานของข้าก็เป็นไปตามนั้นแหละ”

 

วาตะทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ไม่ทันไรน้ำตาก็ซึมออกมาซะแล้ว “แล้วข้าจะได้เจอรองหัวหน้าอีกไหมเจ้าคะ?”

 

“อ้าว เจอสิ ก็อีก 2 ปีข้างหน้าไง ระหว่างนี้พวกเจ้าก็ทำหน้าที่ของนักรบไอยราห้าเศียรต่อไปให้ดีที่สุด ไม่ต้องห่วงเรื่องข้าหรอก ผู้ชายอกสามศอกคนนี้ดูแลตัวเองได้”

“เจ้าค่ะ”

 

ข้ายื่นมือออกไปตบไหล่ของทั้งสองคนก่อนที่จะเดินออกมาจากหน่วยไอยราห้าเศียร วาตะโบกมือให้ข้าในขณะที่เมฆายิ้มเล็กๆ แววตาทั้งสองคนดูเป็นห่วงข้าจริงๆ

ถ้ามีคนมาถามข้าว่า ข้าเชื่อใจใครในหน่วยไอยราห้าเศียรมากที่สุด ข้าตอบโดยที่ไม่ต้องคิดเลย

 

‘วาตะ เมฆา’

 

ระหว่างทางเดินลาดด้านหน้าหน่วยที่ถูกปูไว้ด้วยกระเบื้องหินสีเหลืองอ่อน เส้นทางนั้นมุ่งตรงลงสู่ตัวเมืองกรุงศรีอยุธยา เสียงใบพัดกระหึ่มก้องลอยแหวกอากาศผ่านเหนือหัวของข้าไป เมื่อเงยหน้าขึ้นดู ภาพที่เห็นคือเรือเหาะของหน่วยไอยราห้าเศียรที่ใช้สำหรับลำเลียงยักษ์ ข้ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะเท่าที่ข้ารู้ ตอนนี้ไม่มีข่าวเรื่องยักษ์ออกอาละวาด ทุกกองรบก็ยังอยู่ที่ส่วนกลางครบหมด แล้วทำไมถึงต้องนำเรือเหาะขึ้นบิน

ลางสังหรณ์ของข้ากำลังบอกว่า “มันผิดปกติ”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

 *** อัพเดทตอนใหม่ทุกวันพุธ ***

 

 ———————————————–

 

เปิด PRE-ORDER เร็วๆ นี้ หนังสือ OGRE KING EP.ZERO Shadow of the knight (ฉบับนิยาย)

 

ติดตามข่าวสารและอัพเดทเรื่อง OGRE KING อหังการ์ราชันย์ยักษ์

ได้ที่เฟซบุ๊คเพจ https://www.facebook.com/ogrecomics